This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ซาบซ่าส์กับ ลิซ่า


ท่ามกลางนางแบบสาววัยใส ที่แจ้งเกิดกันเป็นรายวันในวงการบันเทิงจีนแผ่นดินใหญ่ สาวสวยจากปักกิ่ง "ลิซ่า ชา" หรือ "ลี่ชาชา" สามารถโด่งดังขึ้นมาได้ด้วยความสวยเซ็กซีแบบผู้ใหญ่ เป็นความร้อนแรงคมเข้มที่ใครเห็นก็คงอดจะหลงเสน่ห์ไม่ได้
       
       สาวสวยที่โด่งดังมาจากแวดวงนางแบบ ลี่ชาชา หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า ลิซ่า เกิดเมื่อวันที่ 29 ต.ค. เข้าวงการบันเทิงมาได้ประมาณ 2 – 3 ปีแล้ว จนมีผลงานให้เห็นกันทั้งใน หน้านิตยสารชั้นนำ, รายการประเภทวาไรตี้โชว์, มิวสิควิดีโอ และโฆษณาต่าง ๆ มากมาย
       
       ซึ่งดูเหมือนว่าความโดดเด่นของสาว ลิซ่า คนนี้ดูจะอยู่ตรงที่ภาพลักษณ์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ เป็นเสน่ห์แบบความคมเข้ม ด้วยผิวสีน้ำผึ้ง และรูปร่างเย้ายวนใจ 89 - 60 - 90 ไม่ได้ขายความน่ารักสดใสเหมือนกันสาวสวยจากแผ่นดินจีนคนอื่น ๆ ที่เห็นกันได้อย่างดาษดื่น









 ชื่อ: หลี่ชาชา
       ชื่อภาษาอังกฤษ: ลิซ่า
       วันเดือนปีเกิด: 29 ตุลาคม 1989
       ส่วนสูง: 168 ซม.
       วัด: 89 - 60 - 90 ซม.
       น้ำหนัก: 44 กก.
       อาชีพ: นักแสดงนางแบบ
       งานอดิเรก: ร้องเพลง
       ตอนนี้อาศัยอยู่ใน: ปักกิ่ง




















































ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ: 
www.manager.co.th


เรื่องไม่ควรพูด เมื่อเข้าวงสนทนากับเพื่อนบ้าน

พญ.ภัทรวรรณ ขันธ์แก้ว จิตแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลมนารมย์

สังคม “เพื่อนบ้าน” เป็นอีกหนึ่งสังคมเล็กๆ ที่หลายคนเลือกผูกมิตรไว้เป็นเพื่อนคุย และแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเปรียบเสมือนญาติที่คอยเอื้ออาทร และช่วยเหลือกัน แต่ในความสัมพันธ์ดังกล่าว อาจเกิดปัญหาผิดใจกันได้ หากขาดทักษะการสื่อสารที่เข้าอกเข้าใจ และยอมรับในความแตกต่างซึ่งกันและกัน
       
       เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.ภัทรวรรณ ขันธ์แก้ว จิตแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลมนารมย์ บอกผ่านทีมงาน Life & Family ว่า การเข้ากลุ่มกับเพื่อนบ้าน สิ่งที่ต้องมี คือ ทักษะการฟัง ฟังว่าคนอื่นพูดอะไร คิดอะไร และต้องการอะไร เมื่อฟังแล้ว อาจคิดเห็นตรงกันหรือไม่ก็ได้ แต่ควรยอมรับความเป็นตัวตนและความคิดเห็นของกันและกัน
       
       “ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นมา ก็คือ การเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ หรือตัดสินคนอื่นจากสิ่งที่เขาทำ เช่น บ้านหลังนี้มีปัญหา สามีไม่ดี ทำเรื่องแบบนั้นแบบนี้โดยที่เราเองก็ไม่รู้หรอกว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หรือเข้าไปเสนอข้อคิดเห็นว่า ทำไมไม่ทำแบบนั้นล่ะ เพราะฉันก็ทำแบบนี้เหมือนกัน หรือทำไมไม่คิดแบบนั้นล่ะ การเข้าไปชี้นำ หรือรุกล้ำความเป็นส่วนตัวมากเกินไป อาจเกิดผลลบมากกว่าผลบวก" จิตแพทย์เผย
       
       ทั้งนี้ เพื่อลดปัญหาการผิดใจกันกับเพื่อนบ้าน สิ่งหนึ่งที่ควรระวัง คือ ประเด็นและหัวข้อเรื่องในการพูดคุย ซึ่งเรื่องนี้ พญ.ภัทรวรรณ ได้สรุปหัวข้อที่ “ไม่ควรพูด” ในวงสนทนาออกเป็น 4 เรื่องหลักๆ ดังต่อไปนี้
ภาพจาก:www.gettyimages.com
        ปัญหาในครอบครัว
       
       เรื่องภายในครอบครัว เป็นเรื่องที่ไม่ควรเอาไปพูดในวงสนทนา ไม่ว่าจะเรื่องสามี ภรรยา และลูก รวมไปถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะอาจจะมีเพื่อนบ้านบางคนไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด และเอาไปพูดจนเกิดเสียงซุบซิบนินทาตามมา หรือวันดีคืนดีอาจไปเข้าหูคนในบ้านจนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นได้ ทางที่ดี ควรพูด หรือแก้ปัญหากันเองในครอบครัว หรือถ้าอยากระบาย ลองหาญาติ หรือเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้เป็นเพื่อนคุย

การเมือง และศาสนา
       
       เรื่องการเมือง และศาสนา เป็นเรื่องของความเชื่อ และความศรัทธาส่วนบุคคล ถ้าจะเถียงกันเพื่อเอาชนะคงไม่มีวันจบสิ้น และอาจจะเกิดปัญหารุนแรง จนมองหน้ากันไม่ติดได้ ทางที่ดี ควรเปลี่ยนเรื่องคุยไปเลย หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ ควรรับฟัง และพยายามเข้าใจถึงความคิดเห็นของบุคคลอื่น ถ้าความคิดของเรากับเขาไม่ตรงกัน ไม่ควรเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงท่าทีต่อต้าน แต่ควรยอมรับความแตกต่างที่มีอยู่ และพยายามเข้าใจว่าทำไมเขาหรือเธอจึงคิดเห็นต่าง
       
       รสนิยม ความชอบ
       
       ต้องยอมรับว่า ความชอบ และรสนิยมของแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกัน เพื่อนบ้านคนนี้ทำไมถึงชอบอย่างนั้น ทำไมไม่ชอบเหมือนเรา ซึ่งป่วยการที่จะมาถกเถียงกัน แต่ถ้าจะคุยกันเรื่องนี้ อย่าพยายามเข้าไปเปลี่ยนความคิดของคนอื่น แต่ควรเข้าใจ และเคารพในรสนิยม และความชอบของคนอื่น
            ภาพจาก: www.amrsalah.com
     เรื่องของเพื่อนบ้าน
       
       การวิพากษ์วิจารณ์ หรือเข้าไปตัดสินการกระทำของเพื่อนบ้าน อาจนำไปสู่เรื่องราวใหญ่โตตามมาได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้คุณไม่สนิทใจกับเพื่อนบ้านคนดังกล่าวแล้ว อาจทำให้เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ฝังความคิดเกี่ยวกับนิสัยที่ไม่ดีของคุณไว้ในความทรงจำได้ ทางที่ดี เลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ หรือนินทาเรื่องผู้อื่นเป็นดีที่สุด
       
       “ครอบครัวแต่ละครอบครัวต่างมีกฎกติกาไม่เหมือนกัน และอาจไม่เหมือนกับครอบครัวของเราด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีถูกไม่มีผิด แต่ถ้าเราเข้าไปบอกว่า ทำไมเธอไม่เลี้ยงลูกแบบนั้นล่ะ หรือทำไมเธอไม่จัดการสามีแบบนี้ล่ะ การเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ทั้งต่อหน้าและเอาไปพูดในวงสนทนา อาจทำให้เรากับเพื่อนบ้านคนดังกล่าวไม่สนิทใจกันได้ เพราะบ้านเขาอาจมีเหตุผล หรือข้อตกลงไม่เหมือนบ้านเรา” พญ.ภัทรวรรณ เสริม
ภาพจาก: www.GoldensteinArt.com
       
       ดังนั้น หากทุกคนมีความเข้าอกเข้าใจ มีความรัก และความจริงใจต่อกันแล้ว สังคมก็จะเต็มไปด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูล และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:   
www.manager.co.th


วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รวม 22 สัญญาณของการนอกใจที่พบได้ง่ายที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป ความเลวร้ายของผู้ชายก็ฉายแววออกมาไม่น้อย
      'เมียน้อย คือผู้หญิงที่ดีที่สุดของผู้ชาย ที่เพิ่งมาค้นพบในภายหลัง' เป็นคำกล่าวของเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง ซึ่งผมกำลังลุ้นอยู่ว่าในอนาคตเขาอาจเสียชีวิตจากเมียหลวง ผู้ที่เขาให้ความหมายว่า 'ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยดีมาก่อน แต่กาลเวลาได้กัดกร่อนความดีงามของเธอจนหมดสิ้น' แต่เพื่อนผมมันก็ลืมตัวไปเหมือนกันว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความเลวร้ายของผู้ชายก็ฉายแววออกมาไม่น้อย
      ถ้าเจอกรณีคู่สมรสประเภท 'หญิงก็ร้าย – ชายก็เลว' ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงจะเป็นฝ่ายจำยอม หรือยับยั้งชั่งใจได้มากกว่า ในขณะที่ฝ่ายชายมีทางออกได้เยอะ เรื่องสามีนอกใจภรรยาจึงพบบ่อยกว่าอีกฝ่าย ซึ่งถ้อยคำ 'นอกใจ' จะถูกแทนที่ด้วยคำว่า 'คบชู้' รุนแรงกว่าหลายเท่า
หญิงกับชาย : คิดและรู้สึกไม่เหมือนกัน 
      จิตใจของผู้ชายกับผู้หญิงนี่ไม่เหมือนกันจริงๆ หนังสือที่พูดถึงจิตวิทยาความแตกต่างระหว่างชายหญิงชื่อดังสองเล่ม ได้แก่ Men are from Mars, women are from Venus โดยนักจิตวิทยาชื่อ John Grey กับอีกเล่มที่ตีพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน (1999) ชื่อ Why men don’t listen & women can’t read maps โดยสองสามีภรรยา Allan & Barbara Pease ที่ต่างก็ยืนยันความแตกต่างนั้น ไม่ได้เป็นผลจากการเลี้ยงดู แต่เป็นเพราะมันถูกกำหนดมาแล้วในเลือดเนื้อและชีวิต


หญิงกับชาย : อารมณ์ความรู้สึกไม่เหมือนกัน 
      ยกตัวอย่างประสบการณ์ตรงให้ชัด ๆ จากการทำงานเป็นจิตแพทย์ผู้ให้การปรึกษาเรื่องชีวิตคู่ ผมพบว่า 80 % ของผู้ชายมักมีปัญหาข้อคำถามเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ และส่วนใหญ่ของผู้หญิงก็เป็นทุกข์เพราะความรัก
        ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ…ฮอร์โมนเพศหญิง (estrogen) เป็นฮอร์โมนแห่งความรัก ความเสน่หา ส่วนฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) เป็นฮอร์โมนแห่งความต้องการทางเพศ และความก้าวร้าว
       ในขณะที่ผู้ชายมีฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) สูงกว่าผู้หญิงถึง 10 - 20 เท่า และศูนย์กระตุ้นทางเพศ (sex center) ในสมองส่วน hypothalamus ของผู้ชายก็มีขนาดใหญ่กว่าเพศตรงข้ามอีกด้วย ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมผู้ชายถึง 'บ้าเซ็กส์' มากกว่าผู้หญิง นี่พูดถึงคนส่วนใหญ่นะครับ ส่วนน้อยอาจมีบ้างที่กลับกัน
      ฮอร์โมนเพศหญิงมีสองชนิด คือ Estrogen และ progesterone ขึ้น ๆ ลง ๆ สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงเยื่อบุผนังมดลูกตามรอบเดือน แต่เราเพิ่งเข้าใจกันมาเมื่อไม่กี่ปีนี้เองว่ามันส่งผลต่อจิตใจทำให้ผู้หญิงมีบทบาทเป็นแม่ บังเกิดความรู้สึกอยากเลี้ยงดูและให้อาหารแก่บุตร Progesterone เป็นฮอร์โมนแห่งความเป็นแม่
      นอกจากฮอร์โมนแห่งความรักแล้ว ธรรมชาติยัง 'ซ้ำเติม' ผู้หญิงด้วย oxytocin เป็นฮอร์โมนแห่งความผูกพัน (emotional attachment) ซึ่งมีผลต่อร่างกาย ทำให้มดลูกบีบตัว จะหลั่งออกมา 3 กรณี
            1.ขณะคลอดลูก มดลูกบีบตัว และรู้สึกผูกพันกับเด็กที่คลอดออกมา
            2.ขณะให้นมลูก น้ำนมที่ไหลรินกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน เกิดความผูกพันกับลูกน้อยในอ้อมแขน
            3.ขณะมีเพศสัมพันธ์ มดลูกบีบตัว พร้อมความรู้สึกผูกพันกับชายหนุ่มในอ้อมขา
      ผู้หญิงมี oxytocin เยอะ ในขณะที่ผู้ชายมีน้อย รู้เหตุผลหรือยังครับว่าทำไมผู้หญิงรักเดียวใจเดียว แต่ผู้ชายจึงหลายใจ เพราะฉะนั้น ผู้ชายเองก็ขาด 'ภูมิต้านทานการนอกใจ' เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว บางคนกำลังมีความคิดว่าน่าจะมีโรงงานสังเคราะห์ oxytocin ผลิตออกมาเป็นวิตามินบำรุงความรักความผูกพัน ให้สามีกินประจำเช้าและก่อนนอน เพิ่มพูนความต้านทานลดอาการอยากนอกใจคู่ชีวิต
           ทำไมหนอสามีจึงนอกใจ ผมเรียบเรียงดูว่ามีกรณีไหนบ้างในประสบการณ์จริงที่เคยเจอ นอกเหนือจากที่อ่านจากตำราซึ่งว่ากันตามทฤษฎี
อดอยากปากแห้งในเรื่องเซ็กส์
     ลองดูตัวอย่างจดหมายจากสามีที่เขียนบรรยายความทุกข์ จากการที่ได้ภรรยาแสนดีรายนี้
       'ผมรู้จักกับแฟนโดยการสนับสนุนของผู้ใหญ่สองฝ่าย เธอเป็นผู้หญิงสวยน่ารัก มารยาทดี ผมจึงแต่งงานกับเธอโดยไม่เคยคิดว่าการเป็นกุลสตรีของเธอจะก่อปัญหา เธอเห็นว่าการร่วมเพศก็เพื่อมีลูกเท่านั้น ผมมีความต้องการสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แฟนก็ว่าผมหมกมุ่นเรื่องนี้มากไป เราประนีประนอมกันว่าจะร่วมรักกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เธอก็หาเรื่องบ่ายเบี่ยงตลอด ผมซื้อหนังสือเพศศึกษาให้เธอ เธอก็ไม่ยอมอ่าน นัดไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาเธอก็ว่าผมบ้า ที่เอาเรื่องส่วนตัวไปเล่าให้คนอื่นฟัง
       ผมขอไปเที่ยวหญิงบริการจะได้ไม่กวนเธอ เธอก็บอกว่ายอมไม่ได้ จับได้จะขอหย่า หลัง ๆ ถึงขนาดทะเลาะกัน เธอบอกว่าเธอเป็นแม่บ้านที่ดีทุกอย่าง ผมไม่รักเธอเพราะเรื่องเดียว เธอขอว่าไม่ร่วมรักได้ไหม แล้วเธอจะทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด ผมไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะผมมีความต้องการทางเพศ และไม่คิดว่าตัวเองหมกมุ่นหรือผิดปกติด้วย ผมทำให้เธอมีความสุขเรื่องนี้ได้ยาก เพราะเธอไม่ร่วมมือ เวลาทำก็เร่งผมให้เสร็จเร็ว ๆ เวลาอื่นผมกอดเธอจูบเธอ เธอจะอารมณ์เสียเพราะคิดว่าผมกำลังจะขอร่วมเพศ ผมอยากขอคำปรึกษาครับจากใครก็ได้ ผมไม่อยากหย่าภรรยาทั้ง ๆ ที่เธอดีแต่มีปัญหาเรื่องเซ็กส์เรื่องเดียว อย่าแนะนำให้ผมอดทนนะครับเพราะมันไม่แก้ปัญหา'
      นี่เป็นกรณีสุดโต่งที่ฝ่ายหญิงเป็น 'โรครังเกียจการมีเพศสัมพันธ์' (Sexual Aversion Disorder) ซึ่งถือเป็นความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง อันเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูหรือประสบการณ์ในวัยเด็ก ทำให้มีทัศนคติทางลบอย่างรุนแรงต่อเรื่องเพศ ผมว่ารายนี้ ถ้าภรรยาไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อบำบัดรักษาโรคที่ตัวเองเป็น ชีวิตคู่คงสิ้นสุดด้วยการแยกทางกัน หรือไม่แล้วก็ต้องมีมือที่สามเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด สามีต้องหาทางออกที่นอกบ้าน
      ผมได้รับการปรึกษาจากผู้หญิงไม่น้อยที่สามีปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์ จนทำให้ฝ่ายหญิงแปลกใจและอึดอัด เหมือนชีวิตคู่ขาดอะไรบางอย่าง แต่ที่คิดถึงกับจะนอกใจนอกกายคู่สมรส กลับมีไม่มากเมื่อเทียบกับกรณีเดียวกันที่เกิดกับฝ่ายชาย
      ก็บอกแล้วว่า ฮอร์โมนเพศชายเป็นฮอร์โมนแห่งเซ็กส์ ผู้หญิงส่วนใหญ่ทนเรื่องขาดเซ็กส์ได้ดีกว่าผู้ชาย
      ขอมีของหวานเสริมสักหน่อย…น่าจะเป็นประเด็นที่พบบ่อยที่สุด อย่างที่เคยพูดเคยเขียนอยู่หลายครั้งว่าแนวคิดของเพศชาย คือ 'เซ็กส์ในบ้าน อิ่มแต่ไม่อร่อย - เซ็กส์นอกบ้าน อร่อยแต่ไม่อิ่ม' ภรรยาไม่มีความบกพร่องใด ๆ การปรนนิบัติไม่เคยขาด การสนองเรื่องเพศไม่มีที่ติ ไม่เคยอดอยากปากแห้ง แต่ผู้ชายก็ยังรู้สึกไม่พอ ต้องขออาหารเสริมจากภายนอก
      การแก้ไขป้องกันต้องเป็นการสื่อสารทางบวกด้วยภาษาคำพูดและภาษากายที่จะพัฒนาหรือ Upgrade ความรักจากเสน่หาเมื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ มาเป็นเมตตาต่อกัน ทำสติ๊กเกอร์แปะไว้ในห้องน้ำ 'สามีมีเมตตา - ภรรยาไม่ช้ำใจ'
      ความเมตตาเป็นวัคซีนที่สำคัญ ป้องกันการนอกใจ ช่วยให้สามียับยั้งชั่งใจต่อกิจกรรม 'เกมซ่อนเนื้อ' กับหญิงอื่น…ภรรยาต้องยืนยันหนักแน่นเสมอว่า การนอกใจเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และหากมีสิ่งใดที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ ต้องช่วยกันสร้างสรรค์ 'เปลี่ยนที่ก็ยังพอทน แต่ถ้าเปลี่ยนคนก็พอกันที'
      บรรยากาศในบ้านต้องอบอุ่นและเป็นสุข ภรรยาต้องเป็นคนที่สามีอยู่ใกล้แล้วจิตใจเป็นสุข เพราะธรรมชาติของมนุษย์ก็คือ ที่ใดไปแล้วมีสุข เราก็อยากไปอีก คนไหนที่อยู่ใกล้แล้วมีสุข เราก็อยากเจอคนนั้นบ่อยๆ และคนๆ นั้นควรต้องเป็นภรรยาที่บ้าน ไม่ใช่บรรดาน้องๆ ตองสาม เหล่านางงามในตู้กระจก ใครจะเหนือชั้นกว่าใคร ให้มันรู้ไป
สามีสันดานเจ้าชู้
      ปัจจุบันเราไม่ค่อยแน่ใจว่า 'ความเจ้าชู้' ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้หรือไม่ และนิสัยเจ้าชู้เป็นสิ่งที่ติดตัวอยู่ในสมองหรือโครโมโซมหรือเปล่า เพราะความเจ้าชู้ของผู้ชายหลายคนตั้งแต่วัยหนุ่มมันหยั่งรากฝังลึกในจิตวิญญาณจนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แม้วัยมากขึ้น และแม้ว่าจะรักภรรยาปานจะกลืนกิน เมตตาแค่ไหน สามีก็มิอาจควบคุมใจในเรื่องนี้ ต้องหากินนอกบ้านร่ำไป เพราะปัญหาสำคัญคือ วุฒิภาวะของสามี คือความสามารถในการควบคุมแรงขับในใจ และแสดงออกอย่างเหมาะสม
      พูดอีกอย่าง วุติภาวะคือความสามารถที่สมองส่วนคิดทำงานเหนือสมองส่วนอยาก เพราะฉะนั้น ถ้าสามีของเราเป็นคนที่สมองส่วนอยากทำงานมากกว่าสมองส่วนคิด ไม่แยแสต่อความรู้สึกของภรรยา ทางออกสองอย่าง คือ ถ้าไม่อยากเปลี่ยนผัวใหม่ ก็ต้องทำใจยอมรับ อยู่กับสิ่งที่เขาเป็น อย่างไม่เป็นทุกข์มากนัก 'สุขหรือทุกข์ในใจเรา อย่าให้คนอื่นเขามากำหนด' หากเป็นเจ้าของตัวเขาคนเดียวไม่ได้ เราก็ต้องเป็นเจ้าของชีวิตและจิตใจตัวเราเอง...
   สัญญาณของการนอกใจเกิดขึ้นได้ เพราะใช่ว่าเมื่อแต่งงานแล้ว ทุกคู่จะครองเรือนกันได้ตลอดรอดฝั่ง แถมทุกวันนี้โอกาสที่ชีวิตรักจะถูกมือที่สามเข้าแทรกแซง ก็มีเปอร์เซ็นต์สูง แต่เราจะสังเกตได้อย่างไรนั้น คำตอบด้านล่างอาจตรงใจหลายๆ คู่อยู่ก็เป็นได้ค่ะ
       1.คู่ของคุณแสดงอาการเบื่อหน่ายออกมา โดยอาจจะอ้างว่า เบื่องาน เบื่อลูกๆ เบื่อหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต รวมทั้งเบื่อตัวคุณด้วย
       2.คู่ของคุณเผยให้ทราบว่า ชีวิตของเขา หรือเธอในตอนนี้ต้องการสิ่งเร้าใจ ความแปลกใหม่
       3.คู่ของคุณเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองต่ำ
       4.คุณสังเกตได้ว่า คู่ของคุณมักจะแสดงอาการสับสนในตัวเองบ่อยๆ 
       5.คู่ของคุณกลายเป็นคนขี้เกียจ โดยเฉพาะเมื่อเวลากลับมาถึงบ้าน มักจะนอน หรือนั่งนิ่งๆ โดยไม่สนใจความเป็นไปของสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว
       
       6.คู่ของคุณกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย โดยเฉพาะเวลาอยู่กับคนที่บ้าน
       7.คุณและคู่ครองไม่สามารถสื่อสารกันด้วยความเข้าอกเข้าใจเหมือนที่เคย
       8.เขาหรือเธอทำงานหนักขึ้น หรือต้องกลับบ้านค่ำมืด เพราะงานมากขึ้น
       9.ไม่ถามไถ่ความเป็นไปในชีวิตของคุณเหมือนในอดีต เพราะสนใจในความสัมพันธ์ของตนเองกับคนใหม่มากกว่า
      10.มีความผิดปกติทางการเงิน คุณอาจพบว่า เขาไปเปิดบัญชีใหม่โดยไม่บอกคุณ และนำเงินบางส่วนใส่ไว้ในบัญชีนั้นโดยที่คุณไม่ทราบ หรือมียอดการใช้บัตรเครดิตที่น่าสงสัย
      11.มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างผิดปกติ เช่น หากเขาเคยเช็กเมลที่บ้านก่อนนอน ก็อาจไม่เช็กเมลให้คุณเห็นอีก แต่อาจเปลี่ยนไปเช็กผ่านทางโทรศัพท์มือถือแทน
      12.มองหาร้านอาหารอร่อยๆ จากสื่อต่างๆ อยู่เสมอ แต่ไม่เคยชวน หรือพาคุณไปรับประทานเลย
      13.เปลี่ยนลุกให้ดูดีขึ้นอย่างผิดสังเกต เช่น ซื้อเสื้อผ้าใหม่ ตัดผมทรงใหม่ ดูแลตัวเองมากขึ้น
      14.ไม่ทำกิจกรรมร่วมกับคุณ หรือสมาชิกในครอบครัวเหมือนเก่า
      15.พบความผิดปกติบนตัวเลขไมล์บนหน้าปัดรถยนต์ เช่น อาจจะขับรถเป็นระยะทางไกลขึ้นกว่าปกติที่เคยขับไปทำงาน
       16.ประวัติการใช้โทรศัพท์มือถือถูกลบจนเกลี้ยง หรือมีเบอร์โทรศัพท์แปลกๆ โทร.มาเสมอ
       17.มีเพื่อนต่างเพศที่สนิท (มาก) และมักใช้เวลาอยู่กับเพื่อนคนนั้นบ่อยๆ
       18.กิจกรรมทางเพศระหว่างคุณกับเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด
       19.หากให้เล่าเรื่องในอดีต อาจพบว่าแต่ละครั้งเล่าได้ไม่เหมือนกัน
       20.คู่ของคุณมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไม่อยู่กับร่องกับรอย ชอบอยู่คนเดียวมากขึ้น
       21.หากมีการพูดถึงเรื่องการนอกใจ คู่ของคุณอาจแสดงความเห็นที่แปลกไปในหัวข้อดังกล่าว เช่น หากเคยต่อต้านอย่างรุนแรง มาในวันนี้อาจเห็นด้วย หรือไม่แสดงความเห็นด้านลบออกมา
       22.หากมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศโดยที่สามารถพาคู่ครองไปได้ เขาหรือเธอเลือกที่จะไม่ชวนคุณไป


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th
love.horoworld.com
นพ. สุกมล วิภาวีพลกุล/นิตยสารรักลูก
ภาพจาก : อินเทอร์เน็ต(Internet)


กระตุกส่าหรี ดู ของดี สาวบอลลีวูด


 สาวสวย เซ็กซี่ หุ่นเย้ายวน ลีลาการยักย้ายส่ายสะโพกไม่แพ้ชาติใด ต้องยกให้กับ 10 สาวคนดังแห่งวงการบอลลีวูด พวกเธอได้รับการจัดอันดับจาก Top 10 Bollywood ให้เป็นนักแสดงสาวที่เซ็กซี่ที่สุดของบอลลีวูด มีสาวสวยคนไหนบ้างที่ติดอันดับ ไปดูกันเลย
       
       1. Katrina Kaif
       สาวสวย คิ้วเข้ม ตาคม รูปร่างอวบอัดลูกครึ่งบริติช/อินเดียน กาตริน่า เกฟ นักแสดงและนางแบบตัวแม่ของวงการบอลลีวูด เธอได้คะแนนโหวตให้เป็นผู้หญิงเอเชียที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกในปี 2008, 2009 และ 2010 จาก Eastern Eye นิตยสารชื่อดังของอังกฤษ
   กาตริน่าก้าวเท้าเข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 14 และเคยเดินแบบในงาน London Fashion Week และเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ให้กับสายการบิน United Arab Emirates, เครื่องดื่ม Coca-Cola และสินค้าอีกหลายแบรนด์ จนเมื่อปี 2003 เธอเข้าร่วมแสดงในหนังของบอลลีวูดเรื่อง Boom และอีกหลายๆ เรื่องจนเธอได้รับรางวัลจากงานฟิล์มแฟร์ของอินเดียมาถึง 14 รางวัล ตอนนี้เธอมีหนังที่กำลังถ่ายทำอยู่สองเรื่องคือ Dhoom 3 และ Dostana 2

2. Anushka Sharma
       อนุชกา ชาร์มา สาวน้อยวัย 24 นักแสดงและนางแบบสาวชาวอินเดียที่กำลังโด่งดังในวงการบันเทิงของอินเดีย เริ่มต้นเข้าสู่วงการหนังบอลลีวูดเมื่อปี 2008 อนุชกาเซ็นสัญญากับบริษัทหนังยักษ์ใหญ่ ยาส ราช ฟิล์ม ทำให้เธอมีผลงานทางจอเงินให้เราได้ชมในหนังเรื่องแรกคือ Rab Ne Banna Di Jodi
 จากบทบาทนักแสดงนำในหนัง RNBDJทำให้เธอถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในงานฟิล์มแฟร์อวอร์ด ถึงแม้เธอจะไม่ได้รับรางวัล แต่ก็เป็นการพิสูจน์ว่าความสามารถทางการแสดงของเธอเข้าตากรรมการ อีกผลงานที่ทำรายได้ถล่ม Box office ของอินเดียคือหนังเรื่อง Band Baaja Baaraat ในปลายปีนี้อนุชกามีผลงานที่ร่วมกับผู้ผลิตหนังชื่อดัง ยาส โฉปรา ที่กำลังจ่อคิวเข้าฉาย ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอนุชกาก็เตรียมตีตั๋วรอดูหนังกันได้

3. Jacqueline Fernandez
       ดารานางแบบสาวแห่งวงการหนังบอลลีวูด แจ๊คเกอรีน เฟอร์นันเดซ สาวสวยที่มีตำแหน่งนางงามแห่งศรีลังกาพ่วงท้ายความงามระดับต้นๆ ของประเทศมาด้วย เห็นแบบนี้เธอไม่ได้สวยอย่างเดียว แต่เธอทั้งสวยและเก่ง ไม่งั้นคงไม่ได้โลดแล่นอยู่ในวงการบอลลีวูดแห่งนี้
แจ๊คเกอรีน มีผลงานร่วมกับบอลลีวูดเรื่องแรกในหนังเรื่อง Aladin ที่เธอรับบทเป็น เจ้าหญิงจัสมิน เมื่อปี 2009 ในการแสดงครั้งนี้ทำให้เธอคว้ารางวัลนักแสดงหน้าใหม่ (Best Female Debut) จากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติของอินเดีย (IIFA Awards) ตอนนี้แจ๊คเกอรีนมีผลงานที่เพิ่งเข้าฉายไปเมื่อเมษายนเรื่อง Housefull 2 ส่วน Race 2 ที่กำลังถ่ายทำอยู่มีกำหนดเข้าฉายในปีหน้า

4. Priyanka Chopra
       พริยางก้า โฉปรา สาวหน้าสวย หุ่นดี ที่ได้รับตำแหน่ง Miss World เมื่อปี 2000 ด้วยความสวยและความสามารถบวกกับพรสวรรค์ติดตัว ทำให้เธอได้รับรางวัลจากฟิล์มแฟร์อวอร์ดถึง 4 รางวัล และได้รับเลือกจากนิตยสาร Eastern Eye ของอังกฤษให้เป็นผู้หญิงเอเชียที่เซ็กซี่ที่สุด
เมื่อปี 2011 พริยางก้า ได้รับเลือกให้เป็นสาวฮอตที่สุดแห่งปีจากนิตยสาร Maxim นอกจากเธอจะมีผลงานทางด้านการแสดงแล้ว พริยางก้าจะมีผลงานเพลงที่เธอได้เซ็นสัญญากับทาง Universal Music และ Desi Hits ครั้งนี้เธอจะได้ร่วมงานกับ Troy Carter ที่เป็นผู้จัดการของ Lady Gaga เราคงจะได้ฟังผลงานเพลงของเธอในเร็วๆ นี้ ส่วนผลงานทางจอเงินสามารถติดตามเธอได้ในหนังเรื่อง Barfee ที่เธอรับบทเป็นสาวออทิสติก

5. Deepika Padukone
       นักแสดงสาวระดับแนวหน้าของบอลลีวูด ดีพิก้า ปาดูโกน สาวสวยวัย 26 ที่ได้รับรางวัลหลายรางวัลมาประดับความสามารถของเธอด้วยวัยเพียงน้อยนิด และด้วยความสวยมากความสามารถของเธอทำให้ ดีพิก้า ได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของสายการบิน Kingfisher Airlines รวมถึงผลิตภัณฑ์ชื่อดังอย่าง Tissot, Sony Cybershot, และ Nescafe
ดีพิก้า ปรากฏตัวในหนังบอลลีวูด เรื่องแรกเรื่อง Aishwarya แต่ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่ากับหนังเรื่อง Om Shanti Om ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ในปีนี้เธอมีหนังที่รอจ่อคิวเข้าฉายถึง 2 เรื่องด้วยกันคือ Cocktail และ Kochadaiyaan ยังมีหนังของบอลลีวูดอีกหลายเรื่องที่เธออยู่ในระหว่างการถ่ายทำ เรียกได้ว่าตอนนี้เธอทั้งฮอตและเฮงจริงๆ

 6. Aishwarya Rai
       ไอศวรรยา ราย ราชินีบอลลีวูดคนดัง อดีต Miss World ปี 1994 ถึงตอนนี้เธอจะทำหน้าที่คุณแม่ลูกหนึ่งไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ห่างหายไปจากวงการ
 “ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก” คำขนานนามที่เธอได้รับจากคนอินเดียและทั่วโลก ขนาดจูเลีย โรเบิร์ต ยังยกย่องในความสวยของเธอ ไอศวรรยาอยู่ในวงการมาแล้วสิบกว่าปี เล่นหนังไปแล้วสามสิบกว่าเรื่อง เป็นทั้งนางแบบและพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าชื่อดังหลายแบรนด์เช่น Logines watches, Coca-Cola, Lakmé Cosmetics, Casio Pager, Philips, Palmolive, Lux และ Fuji films ถึงแม้ตอนนี้เธอจะมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่แฟนๆ ต่างก็ตั้งตารอให้เธอรีบลดน้ำหนักและกลับคืนหวนวงการอีกครั้ง

 7. Kareena Kapoor
       บีโบ้ ชื่อเล่นของสาวสวยตาคม คารีน่า คาปูร์ นักแสดงสาวสวยทรงเสน่ห์แห่งวงการบอลลีวูด ที่ได้รับรางวัลจาก Filmfare ของอินเดียไป 6 รางวัล และ IIFA Awards อีก 4 รางวัล แล้วยังมีรางวัลจิปาถะอื่นๆ อีกสามสิบกว่ารางวัลที่เธอคว้ามาการันตรีความสามารถของเธอ
 คารีน่า เริ่มเข้าสู่วงการหนังบอลลีวูดและมีผลงานหนังเรื่องแรกเรื่อง Refugee ในปี 2000 เธอแสดงร่วมกับ อบิเชคก์ บาจจาน ลูกชายของ อบิตาบ ดารายอดนิยมของอินเดีย หลังจากนั้นก็มีผลงานออกมาให้ชมกันอย่างต่อเนื่อง ในปี 2009 เธอมีหนังเข้าฉายถึง 6 เรื่องด้วยกัน 12 ปีที่เธออยู่ในวงการ เธอเล่นหนังไปแล้วถึง 40 กว่าเรื่อง และในปีนี้เธอมีหนัง 5 เรื่องที่เข้าฉายไปแล้วคือ Ek Main Aur Ekk Tu, Agent Vinod อีกสามเรื่องที่รอจ่อคิวเข้าฉายคือ Rowdy Rathore, Heroine และ Talaash
 8. Asin Thottumkal
       อสิน โทตุมกัล สาวสวยหน้าเป๊ะวัย 26 ปีที่พูดได้ถึง 7 ภาษา มาลายาลัม, ทมิฬ, เตลูกู, ฮินดี, ฝรั่งเศส, อังกฤษ และสันสกต การที่เธอพูดได้หลากหลายภาษานี่เอง ทำให้อสินมีโอกาสเล่นหนังของ มาลายาลัมฟิล์ม และฮินดีฟิล์ม 
เธอโลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มตั้งแต่อายุ 16 ผลงานชิ้นแรกเธอแสดงให้กับมาลายาลัมฟิล์มเรื่อง Narendran Makan Jayakanthan Vaka และอีกหลายๆ เรื่อง อสิน เพิ่งจะเข้าสู่วงการหนังบอลลีวูดเมื่อปี 2011 โดยมีผลงานร่วมกับผู้กำกับ Anees Bazmee ในหนังเรื่อง Ready และปีนี้เธอมีผลงานในหนังเรื่อง Housefull 2 และ Bol Bachchan

9. Bipasha Basu
       “เซ็กซ์ซิมโบล” ฉายาของสาว บิปาซาร์ บาซู นักแสดงสาวฝีมือขั้นเทพอีกนางหนึ่ง ถึงอายุจะเหยียบเลขสาม แต่ระดับความฮอตของสาวคนนี้ไม่น้อยลงเลย ชื่อของเธออยู่ในการจัดอันดับสาวเอเชียที่เซ็กซี่ที่สุดเมื่อปี 2005 และ 2007
ตั้งแต่ที่บิปาซาร์เริ่มแสดงหนังให้กับบอลลีวูดเรื่อง Ajnabee ที่เธอรับบท Sonia/Neeta ก็ทำให้เธอคว้ารางวัล Best Female Debut จากงาน Filmfare ในปี 2001 หลังจากนั้นเธอก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เล่นหนังไปทั้งหมด 50 กว่าเรื่องในเวลาสิบกว่าปีที่เธออยู่ในวงการ ใครเป็นแฟนคลับเธอ ติดตามได้ในหนังเรื่อง Singularity ที่เธอร่วมแสดงกับพระเอกหนุ่มรูปหล่อแห่งฮอลลีวูด Josh Hartnett 

10. Kangana Ranaut
       กานกาน่า สาวสวยพราวเสน่ห์วัยเบญจเพสที่ฮอตสุดๆ ของวงการ เธอเข้าร่วมแสดงหนังครั้งแรกให้กับฮินดีฟิล์มที่เธอรับบทเป็นนักแสดงนำในบท Simran เมื่อปี 2006 ในเรื่อง Gangster
 เธอได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากการแสดงหนังเรื่อง Gangster จนทำให้เธอกวาดรางวัลจากหลากหลายเวทีไปถึง 8 รางวัล และในปี 2009 เธอได้รับรางวัลไปอีก 5 รางวัลจากหนังเรื่อง Fashion เธอเป็นนักแสดงที่ทั้ง สวย เก่ง ฝีไม้ลายมือไม่แพ้รุ่นพี่ๆ คนใดในบอลลีวูดเลย


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th
ภาพจาก : อินเทอร์เน็ต(Internet)


วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

7 วิธีกำจัดความเครียด…ศัตรูตัวร้ายทำลายความสุข...ดร.แพง ชินพงศ์




ความเครียด คือสภาวะที่เกิดขึ้นกับอารมณ์และความรู้สึกทั้งเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิต หรือในบางครั้งอาจไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่มีผลทำให้เกิดความไม่สบายใจ กดดัน วิตกกังวล หวาดกลัว ไม่มีความสุข ซึ่งต่างก็เป็นผลในทางลบที่ทำให้เกิดอันตรายต่อคนเรา ดังนี้
       
       1. ด้านร่างกาย
       
       เมื่อเกิดความเครียดจะทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) เพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้เกิดอาการป่วยทางกายหลายอย่าง เช่น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดหลัง ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นโรคต่าง ๆ ตามมา ทั้งโรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ ความเครียดยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำเกิดโรคหอบหืดหรือโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ และยังเคยมีกรณีที่ผู้สูงอายุเกิดอาการช็อคเป็นลมเสียชีวิตเนื่องด้วยตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างรุนแรง
       
       2. ด้านพฤติกรรม
       
       เมื่อต้องตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างรุนแรงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีบางอย่างในสมองที่ส่งผลให้บุคคลมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ เช่น ซึมเศร้า ปลีกตัวออกจากสังคม บางรายอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำลายสิ่งของ ทำร้ายผู้อื่น หรือหากมีอาการหนักมากอาจถึงขนาดคิดสั้นฆ่าตัวตาย ทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่น
       
       3. ด้านอารมณ์และจิตใจ
       
       ความเครียดทำให้อารมณ์สับสน หงุดหงิดโมโหง่าย วิตกกังวล มองโลกในแง่ร้ายและเมื่อมีปัญหาทางด้านอารมณ์สะสมไปนาน ๆ เข้า ก็จะส่งผลโดยตรงต่อสภาวะทางด้านจิตใจ ทำให้กลายเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านจิตประสาทได้ นอกจากนี้ ความเครียดยังทำให้ความสามารถทางด้านสติปัญญาทั้งในการแก้ปัญหาและทางด้านความจำลดลงอีกด้วย
       
        ดังนั้น เมื่อเรารู้แล้วว่าความเครียดส่งผลร้ายอย่างมากมายต่อตัวเราแล้ว หากเริ่มรู้สึกว่าตนเองเครียดก็วิธีกำจัดและคลายเครียดที่สามารถทำได้ด้วยตนเองอย่างง่าย ๆ ดังนี้
       
       1. ระบายความในใจ คือการได้ปลดปล่อยอารมณ์ ความคิดและความรู้สึกออกมาภายนอก ผ่านการแสดงออกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
       
        - การพูด การที่เราได้พูดระบายความรู้สึกที่ขุ่นข้องหมองใจของเราเองกับคนสนิท เช่น คนในครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง เป็นวิธีการคลายเครียดที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายลงแล้ว เราอาจได้รับคำแนะนำดี ๆ ในการแก้ปัญหาชีวิตของเราจากคนที่รักและหวังดีกับเราก็ได้
       
        - การเขียน บางครั้งคนที่มีภาวะเครียดก็อาจไม่อยากพูดคุยกับใคร ดังนั้น อาจใช้การเขียนระบายความรู้สึกใส่กระดาษ ไดอารี่หรือเดี๋ยวนี้บางคนก็เลือกที่จะแสดงความรู้สึกผ่านการเขียนทางblog ทางfacebook ทางclubในwebpageต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะได้ระบายความอัดอั้นแล้ว ยังอาจได้มิตรภาพหรือคำแนะนำดี ๆ จากคนที่เราไม่เคยรู้จักก็เป็นได้
       
       2. ท่องเที่ยว เมื่อเกิดความเครียด ไม่ควรเก็บตัวอยู่คนเดียวหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ วิธีแก้เครียดที่ได้ผลดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งก็คือการที่เราได้พาตัวเองออกไปพบเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ที่ไม่จำเจ เช่น ไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปดูนิทรรศการ ไปชมการแสดง ไปเดินเล่นสวนสาธารณะ ไปเดินดูข้าวของตามห้าง การที่เราได้ออกไปพบเจอสิ่งแปลกใหม่ ๆ หรือได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติจะช่วยทำให้เรามีอารมณ์สดชื่น รู้สึกสนุกสนาน หายเหนื่อยล้าจากความเครียด

3. ฟังเพลง มีงานวิจัยมากมายที่สรุปตรงกันว่า การฟังดนตรีเป็นวิธีการคลายเครียดได้ดี แต่ให้เลือกบทเพลงหรือดนตรีที่มีลักษณะที่ช่วยคลายเครียดได้ดี เช่น เพลงบรรเลงแบบGreen Music คือเพลงบรรเลงที่มีทำนองช้า ๆ เบา ๆ ที่บรรเลงโดยเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น และมีเสียงธรรมชาติประกอบ เช่น เสียงน้ำไหล เสียงฝนตกเบา ๆ เสียงนกร้อง ซึ่งจะช่วยทำให้คลายเครียดได้เป็นอย่างดีทีเดียว ช่วงเครียดไม่ควรเลือกฟังเพลงที่มีเนื้อหาทำร้ายความรู้สึกหรือจิตใจหรือเพลงที่มีทำนองดนตรีที่รุนแรงเพราะจะยิ่งทำให้เครียดมากขึ้นไปอีก
       
       4. ดูหนังดูละคร ละครหรือหนังหรือรายการที่มีเนื้อหาเบาสมอง เช่น หนังตลก เกมโชว์ การ์ตูนเด็ก ๆ ช่วยทำให้ผ่อนคลายความเครียดได้ เพราะการได้ยิ้ม ได้หัวเราะ จะทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา (เอ็นโดฟิน) ซึ่งจะไปช่วยให้อารมณ์ของเราสดชื่นและมีความรู้สึกเป็นสุขมากขึ้น
       
       5. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายให้ประโยชน์หลายอย่างแก่เรา ทั้งให้ร่างกายแข็งแรงและกำจัดความเครียดได้ด้วย เพราะการออกกำลังทำให้เราหยุดนึกถึงเรื่องราวที่ทำให้เครียดและกังวลไปได้ชั่วขณะหนึ่ง และเมื่อใช้เวลากับการออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ความเครียดของเราค่อย ๆ บรรเทาไปในที่สุด เพราะโดยปกติแล้วเมื่อคนเราเครียดกล้ามเนื้อต่าง ๆ ในร่างกายก็จะหดตัว ตึงและแข็งทำให้ไม่สบายกายด้วย เมื่อเราได้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อที่มันตึงอยู่นั้นก็จะคลายลง ทำให้รู้สึกสบายและมีความสุข จึงขอแนะนำว่าควรออกกำลังกายเบา ๆ ไม่ควรออกกำลังกายเพื่อการแข่งขันหรือรุนแรงจนได้รับอันตราย เพราะนั่นอาจจะเป็นการเพิ่มความเครียดให้คุณอีกทางหนึ่งก็เป็นได้
       
       6. ทำงานอดิเรก ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีภาวะเครียดมักจะเป็นคนที่ต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป เช่น จดจ่อกับงาน กับลูก กับคนเจ็บป่วย กับหนี้สินและการเงิน กับสภาวะแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น การแก้เครียดจึงต้องละจากสิ่งที่จดจ่ออยู่นั้นไปให้ความสนใจกับสิ่งอื่นบ้าง โดยอาจหางานอดิเรกทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เช่น ทำงานศิลปะ ฝึกเล่นเครื่องดนตรี ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ไปนวดหน้านวดตัว แต่งห้องใหม่ งานอดิเรกเหล่านี้สามารถสร้างความสุขให้แก่เราได้ เพราะนอกจากจะทำให้เราเพลิดเพลินแล้ว การได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับชีวิตจะทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองด้วย
       
       7. ทำความดี ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญทำทานหรือทำการสงเคราะห์ เป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างความสงบสุขให้แก่จิตใจของเรา บางครั้งคนเราเกิดความเครียดเพราะการงานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย หรือคิดว่าตัวเองด้อยค่าไม่มีสิ่งต่าง ๆ เหมือนคนอื่นเขา หรือถูกทำร้ายทางร่างกายหรือจิตใจมา การที่ได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นโดยเฉพาะทำกับคนที่เขาบกพร่อง เช่น คนพิการ คนยากจน คนไร้ญาติขาดมิตร ไร้ที่อยู่อาศัย จะทำให้เราได้เห็นมุมมองอื่น ๆ ในชีวิตที่เราไม่เคยเห็นว่าไม่มีใครสักคนในโลกนี้ที่จะเกิดมาสมบูรณ์พร้อมหรือมีความสุขตลอดเวลา คนทุกคนย่อมมีปัญหาที่ต้องเผชิญและฝ่าฟันกันไปให้ได้ทุกคน ดังนั้น หากเครียดหรือมีปัญหาเมื่อใดก็ให้ทำความดีต่อผู้อื่นเพราะจะทำให้เกิดความสุขใจทั้งต่อตัวเราและต่อคนที่เราทำดีด้วย
       
        ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่เว้นแม้แต่เด็ก ๆ ดังนั้นอย่ากลัวที่จะเครียด แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกว่าเราเครียดแล้วก็ควรต้องรีบที่จะควบคุมและหาทางเอาความเครียดออกไปจากชีวิตของเราให้ได้อย่างเร็วที่สุด เพราะมันไม่มีประโยชน์กับเรามีแต่จะยังให้เกิดโทษต่าง ๆ ตามมามากมาย จงเข้มแข็งและอย่ายอมแพ้มัน เมื่อคุณเอาชนะมันได้แล้วพื้นที่ความสุขในชีวิตของคุณจะกลับคืนมา...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
ภาพจาก Internet
www.manager.co.th : 6 มิถุนายน 2555 07:21 น.