This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ลูกเหม็น




“ลูกเหม็น” เป็นผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการป้องกันแมลงกัดกินเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า หรือใช้เพื่อดับกลิ่นในห้องน้ำ ลูกเหม็นมีทั้งชนิดก้อน ชนิดเม็ดและชนิดผลึก ซึ่งประกอบไปด้วยสารเคมีที่มีชื่อว่า “แนพทาลีน (naphthalene)” มากกว่าร้อยละ 99 โดยน้ำหนัก สารชนิดนี้สามารถระเหิดหรือเปลี่ยนสถานะที่อุณหภูมิห้องจากของแข็งกลายเป็นไอที่มีกลิ่นป้องกันแมลงได้ แนพทาลีนเป็นสารประกอบที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ พบได้ในถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม และเกิดจากการเผาไหม้ของสารประกอบอินทรีย์ เช่น ไม้ บุหรี่ ปัจจุบันนอกจากมีการนำแนพทาลีนไปใช้เป็นลูกเหม็นกันแมลงแล้ว ยังมีการผลิตแนพทาลีนเพื่อนำไปใช้ในการผลิตพลาสติกพีวีซี เรซิน สารฟอกหนัง สีย้อม และสารฆ่าแมลงบางประเภทอีกด้วย


แนพทาลีน (naphthalene)


ชื่อทางเคมี : NAPHTHALENE


สูตรเคมี : C10H8


หมายเลข CAS : 91-20-3


น้ำหนักโมเลกุล : 128.16




คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี : ของแข็งสีขาว   มีกลิ่นเฉพาะตัว   เปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นไอได้ที่อุณหภูมิห้อง   ไอระเหยของแนพทาลีนสลายตัวได้ในอากาศด้วยแสงแดดและความชื้น แนพทาลีนทำปฏิกิริยารุนแรงกับตัวออกซิไดซ์แรง ไนโตรเจนออกไซด์


ประโยชน์และกลไก : ไอจากการระเหิดมีกลิ่นและฤทธิ์ไล่แมลง และกลบกลิ่นอื่นๆ จึงใช้ป้องกันแมลงกัดกินเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้า หรือใช้เพื่อดับกลิ่น


ความเป็นพิษ :


            โดยปกติแนพทาลีนสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้  โดยการหายใจเอาอากาศที่มีไอระเหยของแนพทาลีนจากเสื้อผ้าหรือผ้าห่มที่มีการใช้ลูกเหม็น หรือสัมผัสกับลูกเหม็นหรือเสื้อผ้าหรือผ้าห่มที่มีการใช้ลูกเหม็น รวมไปถึงจากการกินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือจากอุบัติเหตุ เช่น ในเด็ก ในชีวิตประจำวันที่มีการสูดดมไอของแนพทาลีนที่ค่อยๆ        ระเหิดออกมาจากก้อนลูกเหม็นเข้าไปในปริมาณไม่มาก    และไม่ต่อเนื่องก็อาจไม่แสดงอาการของการเกิดอันตราย    อย่างไรก็ตามการได้รับแนพทาลีนเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากอาจมีผลต่อสุขภาพดังนี้


การสัมผัสทางผิวหนัง :


            อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง. 


การสัมผัสทางตา :


            อาจทำให้เกิดการระคายเคืองดวงตา เป็นพิษต่อเรตินา ไอของแนพทาลีนที่มีความเข้มข้นมากกว่า 15 ppm อาจทำให้เกิดต้อกระจก ประสาทตาอักเสบ เกิดการบาดเจ็บของกระจกตา และระคายเคืองตาอย่างรุนแรง


การสูดดม :


            อาจเป็นอันตรายหากสูดดม      สารนี้อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่แผ่นเยื่อเมือก    และบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน
การกลืนกิน :


            ทำให้คลื่นไส้     อาเจียน     ท้องเดิน     เมื่อแนพทาลีนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดเมธฮีโมโกลบินซึ่งจะก่อให้เกิดอาการตัวเขียวได้ถ้ามีความเข้มข้นสูงพอ    การเริ่มแสดงอาการอาจจะเกิดช้าได้ภายใน 2 ถึง 4 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น อาจมีเลือดออกในปัสสาวะ และอาจเสียชีวิตได้


            หากได้รับแนพทาลีนในปริมาณมาก เม็ดเลือดแดงจะถูกทำลายทำให้เกิดภาวะโลหิตจางซึ่งจะพบในคนที่กินลูกเหม็น พบว่า ทารก เด็ก สตรีมีครรภ์ คนที่มีระดับเม็ดเลือดแดงต่ำหรือมีเอนไซม์ glucose-6-phosphate dehydrogenase (G6PD) บกพร่องจะเกิดภาวะโลหิตจางได้ง่ายเมื่อได้รับแนพทาลีน


            นอกจากนี้แนพทาลีนที่ตกค้างในร่างกายของแม่   สามารถส่งผ่านไปยังลูกผ่านทางรกและนมแม่ได้และอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง  อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าแนพทาลีนมีผลต่อพัฒนาการหรือเป็นพิษต่อทารกในครรภ์    การทดลองในสัตว์พบว่าการสูดดมแนพทาลีนต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพิ่มอุบัติการณ์การเกิดเนื้องอกและมะเร็งในจมูกและปอด แต่ไม่พบหลักฐานยืนยันการก่อมะเร็งในคน    ดังนั้นบางหน่วยงานจึงจัดแนพทาลีน   เป็นสารที่เป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดมะเร็งในคน ในขณะที่บางหน่วยงานจัดระดับความเป็นอันตรายของแนพทาลีนว่าไม่เป็นสารก่อมะเร็งในคน


ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ :


            เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำเป็นอันตรายต่อแหล่งน้ำดื่ม กำจัดได้ยาก ห้ามทิ้งลงสู่ระบบน้ำ, น้ำเสีย หรือดิน

การปฐมพยาบาล :


            เมื่อสูดดม: ให้รับอากาศบริสุทธิ์ นำส่งแพทย์ถ้าจำเป็น


            เมื่อถูกผิวหนัง: ชะล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนออกทันที


            เมื่อเข้าตา: ชะล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก โดยลืมตากว้างในน้ำ นำส่ง / พบจักษุแพทย์


           เมื่อกลืนกิน: ดื่มน้ำปริมาณมาก ทำให้อาเจียน หลังจากนั้นให้กิน คาร์บอนกัมมันต์ (Activated charcoal) ปริมาณ 20-40 กรัมละลายในน้ำ 200-400 มิลลิลิตร นำส่งแพทย์ ห้ามให้กินนม ห้ามให้กินน้ำมันละหุ่ง ห้ามให้กินแอลกอฮอล์ 


ข้อควรปฏิบัติและการเก็บรักษา :
            เมื่อไม่ได้ใช้ควร   ปิดให้แน่น   เก็บในที่แห้ง   เก็บในที่เย็น บริเวณที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี เก็บห่างจากแหล่งกำเนิดประกายไฟและความร้อน  และพ้นมือเด็ก  ก่อนจะใช้เสื้อผ้าหรือผ้าห่มที่มีการใช้ลูกเหม็นป้องกันแมลง   ให้นำออกมาตากแดดหรือผึ่งลม   เพื่อกำจัดกลิ่นและไอระเหยของแนพทาลีนที่ตกค้างเสียก่อน และควรซักอีกครั้งก่อนที่จะสวมใส่ หลีกเลี่ยงการใช้ลูกเหม็นกับเสื้อผ้าของเด็กและทารก ลดปริมาณการใช้ก้อนดับกลิ่นโดยไม่จำเป็น







ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:


http://anamai.in.th
http://www.pharm.su.ac.th

ผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ




   ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ประชาชนผู้บริโภคนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะทำให้เบาแรงในการทำความสะอาดมาก เหมือนกับที่โฆษณาว่าแค่ราดทิ้งไว้ แป๊บเดียวก็สะอาด แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางทีอาจใช้พร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็นก็ได้ ดังนั้นน่าจะมาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำในเรื่องของสารเคมีที่ใช้ซึ่งโดยทั่วไปใช้กรดเกลือหรือชื่อทางเคมีว่ากรดไฮโดรคลอริกรวมถึงวิธีการใช้  ข้อควรระวังในการใช้ ความเป็นพิษ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนวิธีการเก็บรักษา


โครงสร้างทางเคมี


            โครงสร้างทางเคมีของกรดไฮโดรคลอริกหรือกรดเกลือ คือ HCl  ในผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำจะมีกรดไฮโดรคลอริกร้อยละ  8  ถึงร้อยละ 15  โดยน้ำหนัก และมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ชะล้างรอยเปื้อนภายใน 5 นาที  กรดไฮโดรคลอริกมีคุณสมบัติเป็นกรดแก่ ทำปฏิกิริยากับหินปูน(แคลเซียม) เกิดฟองฟู่ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสามารถกัดกร่อนโลหะได้เป็นอย่างดี จึงใช้ผสมทำความสะอาดห้องน้ำ เพื่อขจัดคราบที่เกิดจากการตกตะกอนของอนุภาค โลหะซึ่งเป็นคราบขาวเทา หรือคราบสนิมสีส้ม ตามผนังและพื้นห้องน้ำได้ นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอ่าง กระเบื้อง และโถส้วม 




            นอกจากนั้นอาจจะผสมกับกรดฟอสฟอริก และสารลดแรงตึงผิวเช่น Nonylphenol, Linear Alkyl Benzene Sulfonate (LAS)  เพื่อให้สารออกฤทธิ์สัมผัสกับพื้นผิวห้องน้ำได้ดีขึ้น และทำความสะอาดได้ทั่วถึงมากขึ้น  
            อย่างไรก็ตามถ้าใช้ผลิตภัณฑ์สูตรนี้บ่อยๆ อาจทำให้ผิวหน้าของพื้นห้องน้ำค่อย ๆ หลุดออก ซึ่งเมื่อใช้ไปเป็นเวลานานพื้นห้องน้ำอาจถูกกัดเซาะผิวหน้า ทำให้ขรุขระไม่เรียบมัน  และทำให้คราบสกปรกติดฝังแน่น ตรงรอยหยาบของผิวกระเบื้องได้มากขึ้น โดยทั่วไประยะเวลาของการถูกกัดเซาะนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของ ผิวกระเบื้องที่ใช้ปูพื้นด้วย
   ประโยชน์  ใช้ทำความสะอาด  และฆ่าเชื้อโรคบริเวณพื้นห้องน้ำฝาผนัง  และเครื่องสุขภัณฑ์ เหมาะสำหรับคราบสกปรกมาก และคราบฝังแน่น


วิธีการใช้ (กรดไฮโดรคลอริก 15%)


            สำหรับการทำความสะอาด พื้นห้องน้ำ ผสมน้ำยากับน้ำในอัตราส่วน 1:2 (การผสมให้ค่อยๆ เทน้ำยาลงในน้ำ)
            สำหรับการทำความสะอาด โถส้วม ผสมน้ำยากับน้ำในอัตราส่วน 1:1
            สำหรับการฆ่าเชื้อโรค หลังทำความสะอาดแล้ว ผสมน้ำยากับน้ำในอัตราส่วน 1:2 เทราดลงบนพื้นบริเวณที่ต้องการฆ่าเชื้อ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด


            ห้ามเทน้ำลงในน้ำยาที่มีกรดไฮโดรคลอริก


ข้อควรระวังในการใช้


            
          - เมื่อต้องใช้ผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำที่มีกรดไฮโดรคลอริกเป็นส่วนประกอบ นอกจากจะใช้ให้เหมาะสมกับงานแล้ว ควรมีความระมัดระวังในการใช้และคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะได้รับด้วย ดังนี้            
          - ขณะใช้ควรสวมถุงมือยาง และรองเท้ายาง ภายหลังจากการใช้หรือหยิบจับ ควรล้างถุงมือยาง รองเท้ายาง และมือด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง            
          - ระวังอย่าให้เข้าตา ถูกผิวหนัง หรือสูดดม และห้ารับประทาน            
          - ห้ามทิ้งผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำที่มีกรดไฮโดรคลอริก หรือภาชนะบรรจุลงในแม่น้ำ คูคลอง หล่งน้ำสาธารณะ เนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม




ความเป็นพิษ
            กรดไฮโดรคลอริกในผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ    สามารถเข้าสู่ร่างกายได้    โดยการสัมผัส การหายใจและการรับประทานหรือกลืนกิน โดยทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพดังนี้
            ถ้ากรดไฮโดรคลอริกถูกผิวหนังจะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังอย่างรุนแรง ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ บวม แดง เจ็บแสบและอาจทำให้เกิดผลเสียอย่างถาวรต่อผิวหนัง
            ไอระเหยหรือละอองไอของกรดไฮโดรคลอริกแม้ในปริมาณน้อยๆ ก็ทำให้เกิดการระคายเคืองตาได้ ทำให้ตาแดง ในความเข้มข้นสูงๆ ทำให้เกิดแผลไหม้หรือตาบอดได้
            การสูดดมไอระเหยของกรดไฮโดรคลอริกทำให้เกิดฤทธิ์กัดกร่อนระบบทางเดินหายใจ  ตั้งแต่แสบจมูก ลำคอ  ไปจนถึงหายใจลำบากได้  ถ้าสูดดมในปริมาณสูงๆ เป็นเวลานานอาจทำให้เป็นแผลไหม้ มีแผลอักเสบที่จมูกและลำคอ ปอดบวมน้ำและหายใจลำบาก
            การกลืนหรือกินจะทำให้เกิดการระคายเคือง  และแผลไหม้ที่ปาก  ลำคอ  ท่ออาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งมีผลทำให้เกิดมีอาการตั้งแต่กลืนลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง ชัก หรือถึงขั้นเสียชีวิต



การปฐมพยาบาล
            หากถูกผิวหนัง   ให้รีบล้างออกด้วยการรินน้ำผ่านเป็นปริมาณมากๆ   เป็นเวลาอย่างน้อย  15  นาที  ถ้าเปื้อนเสื้อผ้าให้รีบถอดออกแล้วล้างร่างกายด้วยน้ำและสบู่อ่อน   ส่วนเสื้อผ้าให้นำไปซักก่อนนำมากลับมาใช้ใหม่ ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์
            หากเข้าตา ให้รีบล้างออกจากตาโดยเร็ว ด้วยการรินน้ำอุ่นให้ไหลผ่านตาเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที  พร้อมเปิดเปลือกตาบนและล่างเป็นครั้งคราว  หากยังมีอาการระคายเคืองอยู่ให้นำผู้ป่วยไปพบแพทย์
            หากหายใจเข้าไป    ให้รีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่สัมผัสมายังที่ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์   ถ้ามีอาการรุนแรงให้ช่วยผายปอดและปั๊มหัวใจ แล้วรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์
            หากกลืนหรือกินเข้าไป ห้ามทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมา  ถ้ายังมีสติอยู่ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำตามเข้าไปเป็นปริมาณมากๆ หรือให้ดื่มน้ำนมตามเข้าไปหลังจากดื่มน้ำเข้าไปแล้ว ล้างบริเวณปากผู้ป่วย และให้บ้วนปากด้วยน้ำ รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยเร็วที่สุด พร้อมด้วยภาชนะบรรจุ และฉลากของผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ
การเก็บรักษา
            ควรแยกเก็บไว้ในที่มิดชิด เป็นสัดส่วนห่างจากเด็กและสัตว์เลี้ยง และอย่าเก็บรวมกับอาหารหรือวางปะปนกับอาหาร  นอกจากนี้ควรจัดเก็บในบริเวณที่แห้งไกลจากความร้อน แสงแดด เปลวไฟ วัตถุหรือสารไวไฟ  รวมถึงโลหะหนัก เนื่องจากกรดไฮโดรคลอริกสามารถทำปฏิกิริยากับโลหะได้เป็นแก๊สไฮโดรเจนที่ติดไฟได้ง่าย  ซึ่งทำให้เกิดอัคคีภัยและการระเบิดได้ และเมื่อใช้หมดแล้วควรทิ้งหรือทำลายภาชนะบรรจุหรือทำลาย  ห้ามนำมาใส่อาหารหรือของบริโภคอื่น...



   ดร.ฟริดริช เฮล์ม จากสถาบันสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อมในเมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนีกล่าวเตือนว่า การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่รุนแรงในการล้างห้องน้ำ อ่างล้างหน้า พื้น ฯลฯ จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และน้ำยาทำความสะอาดที่แรงเกินจะส่งผลให้เป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น และภูมิต้านโรคของร่างกายจะไวกับสิ่งแปลกปลอม เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ฟาง ผิวแพ้ง่าย และหากใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคบ่อยๆ เชื้อแบคทีเรียก็จะเคยชินกับน้ำยาและไม่สะดุ้งสะเทือนกับน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่นเดียวกับการใช้ยาปฎิชีวนะบ่อยๆ ก็จะทำให้เชื้อโรคดื้อยานั่นเอง ข้อแนะนำคือ ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่รุนแรง 
   น้ำยาฆ่าเชื้อโรคมีประโยชน์ในบางกรณี เช่น เมื่อมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคติดเชื้อที่อันตราย (เช่น ไข้หวัดใหญ่) การทำความสะอาดพื้นและสิ่งสกปรกด้วยผงซักฟอกหรือสบู่ธรรมดาๆ ก็เพียงพอ การทำความสะอาดคราบต่างๆในห้องครัวหรือห้องน้ำให้ใช้น้ำส้มสายชูหรือน้ำผสมน้ำส้มสายชู (น้ำส้มสายชูหนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำหนึ่งลิตร) คราบไขมันที่แก้วและกระจกให้ใช้แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 60% ทำความสะอาด หรือผสมกับน้ำ 1:1 ส่วนสำหรับล้างขวด



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:


http://anamai.in.th
http://www.pharm.su.ac.th

น้ำยาทำความสะอาดพื้น



   น้ำยาทำความสะอาดพื้น เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยมีผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อ ส่วนประกอบสำคัญซึ่งมีบทบาทในการชำระล้างคราบมันสกปรก   คือสารลดแรงตึงผิว (surfactant) นอกจากนี้ยังมีการเติมสารอื่น ๆ และสารปรุงแต่ง ได้แก่   สารขจัดคราบ   สารให้กลิ่นหอม และ สี  เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพดีและน่าใช้มากยิ่งขึ้น    


         โครงสร้างทางเคมีของสารลดแรงตึงผิวประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ส่วนหัวซึ่งมีคุณสมบัติชอบน้ำ (hydrophilic head group) และส่วนหางซึ่งไม่มีขั้วและมีคุณสมบัติชอบไขมัน (hydrophobic tail)


        สารลดแรงตึงผิวที่มักพบว่ามีผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดประเภทต่าง ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักตามชนิดโครงสร้างของส่วนหัว ได้แก่


            สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุลบ (anionic surfactant) เช่น สารกลุ่มอัลคิลเบนซีน ซัลโฟเนต (alkylbenzene sulfonate) อัลคิล ซัลเฟต (alkyl sulfate) และ อัลคิล ฟอสเฟต (alkyl phosphate) ในรูปเกลือโซเดียม เป็นต้น


    สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุบวก  (cationic surfactant)    ส่วนใหญ่เป็นสารประกอบของควอเทอนารีแอมโมเนียม (quaternary ammonium) ซึ่งเป็นส่วนที่มีประจุบวกโดยมักพบในรูปเกลือคลอไรด์ เช่น เบนซัลโคเนียม คลอไรด์ (benzalkonium chloride) เป็นต้น สารในกลุ่มนี้ยังมักพบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วย
    สารลดแรงตึงผิวชนิดไม่มีประจุ (nonionic surfactant)  เช่น สารในกลุ่มอัลคิล ฟีนอล (alkyl phenol)  อัลคิล ฟีนอล เอธอกซีเลต (alkyl phenol ethoxylates)  และ อัลคิล แอลกอฮอล์ เอธอกซีเลต (alkyl alcohol ethoxylates) เป็นต้น
   สารลดแรงตึงผิวที่มีประจุบวกและประจุลบ  (amphoteric surfactant)   เช่น   สารประกอบในกลุ่มของอัลคิล บีเทน (alkyl betaine) เป็นต้น
   สารลดแรงตึงผิวแต่ละประเภทดังข้างต้นมีการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ชำระล้างชนิดต่าง ๆ เช่น สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุลบมักเป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไป เนื่องจากมีคุณสมบัติในการชำระล้างได้ดี สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุบวกอาจมีการนำมาผสมในน้ำยาทำความสะอาดสูตรฆ่าเชื้อโรค  สารลดแรงตึงผิวชนิดที่มีทั้งประจุบวก และลบมักใช้ในผลิตภัณฑ์ชำระล้างสำหรับเด็ก เนื่องจากมีคุณสมบัติก่อการระคายเคืองต่อตา และผิวหนังค่อนข้างน้อย สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดประเภทน้ำยาทำความสะอาดพื้น มักนิยมใช้สารลดแรงตึงผิวชนิดที่ไม่มีประจุ เนื่องจากให้ฟองน้อย สามารถทำความสะอาดพื้นผิวได้ดี หนึ่งในสารลดแรงตึงผิวชนิดนี้ ที่มักพบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดพื้นผิวยี่ห้อต่าง ๆ  คือ   สารกลุ่มอัลคิล  ฟีนอล เอธอกซีเลต  เช่น โนนิล ฟีนอล อีธอกซีเลต (15 EO)  (nonyl phenol ethoxylates (15 EO)) เป็นต้น ซึ่งจะขอกล่าวถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้


โครงสร้างทางเคมีและกลไกการออกฤทธิ์


            โนนิล ฟีนอล เอธอกซีเลต (15 EO)  หรืออาจเรียกว่า  อธอกซีเลตเตท โนนิล ฟีนอล (ethoxylated nonyl phenol)   (ใช้ชื่อย่อว่า NPE-15EO)   เป็นสารอนุพันธ์ในกลุ่มโนนิล ฟีนอลที่มีการเติมหมู่เอธิลีน ออกไซด์ (ethylene oxide) ลงในโครงสร้าง ตัวเลข 15 EO ที่อยู่ในวงเล็บระบุถึงจำนวนโมเลกุลของหมู่เอธิลีน ออกไซด์ที่มีอยู่ในโครงสร้าง
NPE-15EO มีลักษณะเป็นไขสีขาว สามารถนำมาเป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่ความเข้มข้นต่าง ๆ เช่น 1 – 3 % เป็นต้น  กลไกการทำความสะอาดเกิดจากการทำงานของสารลดแรงตึงผิว  โดยส่วนหางที่ชอบไขมัน (สายโซ่คาร์บอนโนนิล) จะหันเข้าไปเกาะกับสิ่งสกปรกคราบไขมัน   ในขณะที่โครงสร้างส่วนที่ชอบน้ำของ NPE จะเรียงตัวหันออกเข้าจับกับน้ำ เกิดการรวมตัวเป็นไมเซลล์ (micelle) ช่วยในการกระจายตัวอยู่ในตัวกลางที่เป็นน้ำ กักเก็บคราบไขมันไว้ภายใน
นอกจากนี้การที่ NPE เป็นสารลดแรงตึงผิวชนิดไม่มีประจุ จึงเกิดฟองน้อยและมีคุณสมบัติในการรวมตัวเป็นไมเซลล์ได้ที่ความเข้มข้นต่ำ ล้อมรอบสิ่งสกปรกคราบไขมันไว้ด้านใน จึงป้องกันสิ่งสกปรกที่กระจายตัวอยู่ในน้ำกลับมาเกาะที่พื้นผิวอีกครั้ง


ความเป็นพิษและอาการพิษ


            น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มี   NPE    เป็นส่วนผสม   หากใช้ในปริมาณและความเข้มข้นที่เหมาะสมตามฉลากแนะนำ จัดเป็นสารที่มีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้ว ความรุนแรงของการเกิดพิษขึ้นกับความเข้มข้น ปริมาณที่ได้รับ และทางที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย


            มีรายงานความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสาร NPE เช่น หากรับประทาน สูดดม หรือสัมผัสกับผิวหนังที่ความเข้มข้นสูง ๆ   จะทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ตา และผิวหนังอย่างรุนแรง มีอาการไอ วิงเวียน หายใจหอบถี่ อาเจียน


            จากการทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่า ปริมาณสารต่ำสุดที่ทำให้หนูทดลองตายร้อยละ  50 อยู่ที่ประมาณ 1650 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม


ข้อควรระวัง
 - ควรระวังการสัมผัสโดยตรงกับน้ำยาทำความสะอาดพื้นที่ยังมิได้ผ่านการผสมน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้บ้าง  น้ำยาทำความสะอาดพื้น ที่มีสารกลุ่มนี้ผสมอาจมีอยู่ในสัดส่วนประมาณไม่เกิน  ร้อยละ 3  แต่ในกรณีที่มีสารอื่นผสมในผลิตภัณฑ์นั้นด้วย เช่น กรด ด่าง สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุบวก อาจเพิ่มความรุนแรงของอาการระคายเคืองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหากมีการกระเด็น เข้าตา ผู้ใช้ควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามวิธี ข้อบ่งใช้ ข้อควรระวังและคำเตือนตามที่ระบุไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์          


           - นอกจากนี้เนื่องจากสาร NPE  มีรายงานความเป็นพิษในสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น แมลง สัตว์ และพืชน้ำหลายชนิด มีการสะสมตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงห้ามทิ้งขวดบรรจุภัณฑ์โดยตรงลงในแหล่งน้ำสาธารณะ
การปฐมพยาบาล


            ในกรณีที่ได้รับน้ำยาทำความสะอาดพื้น  ที่มีสารนี้ผสมอยู่ในปริมาณเล็กน้อย  มักไม่เกิดการระคายเคืองที่รุนแรงแต่อย่างใด อาจเพียงแต่ล้างบริเวณสัมผัสด้วยน้ำ  แต่หากกรณีที่ได้รับสารในปริมาณมากให้ปฏิบัติดังนี้


             หากสัมผัสผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำจำนวนมาก หากเปื้อนเสื้อผ้าให้ถอดออก และล้างร่างกายด้วยน้ำมาก ๆ   หากเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาด จนอาการทุเลา ตรวจดูบริเวณที่สัมผัสสาร หากอาการไม่บรรเทาให้รีบนำส่งแพทย์


             หากรับประทาน ในกรณีที่ปริมาณน้อยให้ดื่มน้ำเพื่อเจือจาง จัดร่างกายให้อยู่ในท่าศีรษะสูง เพื่อป้องกันการสำลัก ในกรณีที่ได้รับปริมาณมาก ห้ามทำให้อาเจียนและรีบนำส่งแพทย์
การเก็บรักษา

            เก็บในที่มิดชิดห่างจากเด็ก อาหารและสัตว์เลี้ยง




ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:


http://anamai.in.th
http://www.pharm.su.ac.th



เตือนภัยในน้ำยาทาเล็บและน้ำยาล้างเล็บมีสารเคมีอันตราย






   เล็บสวย วิบวับ เป็นอีกแฟชั่นที่กำลังมาแรงในยุคนี้ แต่รู้หรือไม่ภายใต้ความสวยงามนั้นนำมาซึ่งอันตรายต่อสุขภาพที่อาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เนื่องจากในน้ำยาทาเล็บและน้ำยาล้างเล็บ ประกอบไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหลายอย่างเลยทีเดียว
   สารไทลูอิน เป็นสารอันตรายที่สามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการดูดซึมผ่านทางผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ ซึ่งผู้ที่สูดดมเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดอาการมึนงง เวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย คลื่นเหียน ถ้ารับไปในปริมาณมากมากทำให้ระบบประสาทและสมองถูกทำลายได้ อาจทำให้สูญเสียความทรงจำได้
ไดบิวทิล พทาเลต เป็นสารที่มีที่มีผลรบกวนต่อการทำงานของฮอร์โมนเพศสามารถทำให้เกิดการเป็นหมันได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง หากได้รับสารเป็นเวลานานหรือมีความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และหากได้รับต่อเนื่องในระยะยาวจะทำให้ตับและไตทำงานผิดปกติได้




ฟอร์มาลดีไฮด์ เป็นสารตัวเดียวกับฟอร์มาลีน หรือน้ำยาดองศพ เพียงแต่ฟอร์มาลดีไฮด์จะอยู่ในรูปของก๊าซหรือไอละเหย แต่ฟอร์มาลีนจะอยู่ในรูปของสารละลาย ไอของสารฟอร์มาลดีไฮด์จะส่งผลกระทบให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ระคายเคืองตา และระคายเคืองผิวหนัง อาจทำให้เกิดภูมิแพ้และหอบหืดได้ ถ้าสูดดมเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งโพรงจมูก มะเร็งคอหอยส่วนจมูกได้
อะซิโตน และเอทิลอะซิเตต สารสองตัวนี้จะเป็นส่วนผสมของน้ำยาล้างเล็บ ซึ่งเป็นสารที่มีความไวไฟสูง มีกลิ่น และระเหยได้ง่ายการสูดดมไอระเหยของสารทั้งสองตัวนี้เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ง่วงซึม ระคายเคืองทางเดินหายใจ มึนงง และอาจถึงขั้นหมดสติได้ และถ้าสัมผัสถูกผิวหนังเป็นระยะเวลานานจะทำให้ผิวหนังสูญเสียไขมัน ทำให้ผิวหนังแห้ง และเป็นโรคผิวหนังอักเสบได้ ดังนั้นการล้างเล็บบ่อยๆ ก็จะทำให้เล็บไม่แข็งแรงและบางลงเรื่อยๆ
นอกจากจะสวยด้วยการแต่งเติมแล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ให้ดีด้วยอย่างที่เค้าเรียกว่าสวยจากภายใน


* สัญญาณเบื้องต้นที่บ่งบอกความเป็นอันตรายของยาทาเล็บคือกลิ่นเหม็นรุนแรงที่โชยออกมาเมื่อเปิดฝา อันเกิดจากการผสมกันของแอลกอฮอล์ โซลเวนต์หรือสารอินทรีย์ระเหยที่ใช้เป็นตัวทำละลายซึ่งช่วยให้ยาทาเล็บแห้งเร็ว และเรซิ่นที่ทำให้สีของยาทาเล็บติดทนทาน ไม่ลอกล่อนโดยง่าย


* มีสารพิษ 3 ชนิดปะปนอยู่ในยาทาเล็บทั่วไป คือ ไดบิวทิล พทาเลต สารประกอบไทลูอิน และฟอร์มาลดีไฮด์


* ไดบิวทิล พทาเลต เป็นปัจจัยเพิ่มอัตราการเป็นหมันในหญิงและชาย ในระยะยาวจะส่งผลต่อไตและตับ


* ไทลูอิน ไม่เพียงรบกวนการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ แต่ยังสร้างความระคายเคืองผิวหนังและส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เหนื่อย สับสน และสูญเสียความทรงจำ หากสูดดมมากๆ จะมีอาการหน้ามืด ตาลาย ปวดศีรษะ 


* ฟอร์มาลดีไฮด์ หากสัมผัสกับผิวหนังจะปรากฏเป็นผื่นแพ้และคัน หากสูดดมเข้าไปในระยะสั้นจะสร้างความระคายเคืองในลำคอและไอ ในระยะยาวทำให้เป็นมะเร็งในระบบทางเดินหายใจ


* สีในยาทาเล็บส่วนใหญ่เป็นสีสังเคราะห์ ส่วนยาทาเล็บที่ผลิตด้วยสีธรรมชาติก็จำเป็นต้องเติมแร่ไมกาเพื่อเพิ่มประกายแวววาว สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ก็คือ การทำเหมืองไมกามีการใช้แรงงานเด็กและผู้หญิง


* นอกจากยาทาเล็บแล้ว น้ำยาล้างเล็บก็อันตรายไม่เบา ยิ่งทาเล็บติดทนนานเพียงใด ยิ่งต้องใช้น้ำยาที่ผสมด้วยตัวทำละลายเข้มข้นสูง จึงมีฤทธิ์มากพอจะล้างสีออกจากเล็บได้ง่ายดาย


* น้ำยาล้างเล็บส่วนใหญ่มีส่วนผสมสารเคมี 2 ชนิด คือ อะซิโตน และเอทิลอะซิเตต ซึ่งต่างก็สร้างความระคายเคืองแก่ดวงตาและระบบทางเดินหายใจ ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้ผิวหนังแห้งและลดทอนความแข็งแรงของเล็บอีกด้วย




ถึงจะน่ากลัว แต่ก็ยังอยากสวยอยู่ดี ใช่ไหมจ๊ะ?



น้ำยาล้างเล็บ






   ส่วนประกอบที่สำคัญของน้ำยาล้างเล็บคือ อะซีโตน หรือ Acetone โดย อะซีโตนเป็นตัวทำละลายอินทรีย์ ที่ไม่มีสี มีความเป็นพิษต่ำ ระเหยง่าย จึงมักถูกนำมาใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมและใช้ในงานด้านเภสัชกรรม  โดยอะซีโตนที่มีความเข้มข้นมากกว่า 80%  มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้อ (antiseptic) นอกจากนี้ อะซีโตนยังถูกสร้างขึ้นจากขนวนการเมตาโบลิซึมในร่างกาย โดยเป็นหนึ่งใน  Ketone bodies  ซึ่งพบในเลือด  เมื่อผู้ป่วยเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตน (ketoacidosis)  จากภาวะเลือดเป็นกรดจากเบาหวาน (diabetic acidosis) หรือภาวะเลือดเป็นกรดจากการอดอาหาร (starvation acidosis) ซึ่งถ้ามีอะซีโตนในเลือดในปริมาณมาก จะสามารถได้กลิ่นอะซีโตนจากลมหายใจของ ผู้ป่วย 


            แต่เนื่องจากในปัจจุบัน ได้มีการกวดขันเรื่องการใช้ยาเสพติดที่เป็นสารระเหย เช่น  กาว  ทินเนอร์ แลคเกอร์ มากขึ้น ทำให้วัยรุ่นที่ติดสารระเหยหันมาใช้ยาทาเล็บ และน้ำยาล้างเล็บ ซึ่งมีอะซีโตนเป็นองค์ประกอบหลัก หยดใส่สำลีหรือทามือแล้วสูดดมแทน เนื่องจากยาทาเล็บและน้ำยาล้างเล็บหาซื้อได้ง่ายกว่า และมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุม   และดำเนินคดียากกว่าการดมกาว หรือ ทินเนอร์  นอกจากนี้การสูดดมอะซีโตนในความเข้มข้นสูง จะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและ เกิดการเสพติดได้แช่นเดียวกับสารระเหยทั่วไป 




ชื่อสารเคมี : อะซีโตน  Acetone 


ชื่อพ้อง :  2-Propanone, beta-Ketopropane, Dimethyl ketone, Methyl Ketone, Aceton, Chevron acetone, Dimethylformaldehyde, Dimethylketal,  Ketone, dimethyl  ketone propane, Pyroacetic acid และ Pyroacetic ether


สูตรโครงสร้างทางเคมี   


                                                   C3H6O
                                                   MW 58.08
                                               Log P = 0.2




กลไกการออกฤทธิ์


            อะซีโตนเป็นตัวทำละลายอินทรีย์มีความเป็นขั้วสูงและมีพิษต่ำ สามารถล้างสีทาเล็บ Route of Exposure และการเกิดพิษ


            อะซีโตนสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางผิวหนัง  การสูดดมและการกิน โดยอะซีโตนสามารถแพร่กระจายสู่ส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว  อะซีโตนจะถูกทำลายที่ตับและถูกกำจัดออกทางลมหายใจและปัสสาวะ โดยไม่มีการสะสมของสารในร่างกาย โดยปริมาณอะซีโตนในเลือดที่ทำให้พิษคือ 200 - 300 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรของเลือด  และถ้าได้รับอะซีโตนในปริมาณ 550 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรของเลือดจะทำให้เสียชีวิต


            เมื่อรับประทาน อะซีโตนจะทำให้เกิดการระคายเคืองเฉพาะที่ของเยื่อบุทางเดินอาหาร  ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้   อาเจียน  นอกจากนี้ อะซีโตนยังถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหาร  และเยื่อบุทางเดินอาหาร  เข้าสู่กระแสเลือด  และทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทตามมา  การรับประทานอะซีโตนในปริมาณที่มากกว่า  50  มิลลิลิตร  (39.6 กรัม).  จะทำให้เกิดพิษของอะซีโตนอย่างเฉียบพลัน (Acute toxic effects)  ซึ่งทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท คล้ายกับการรับประทานเหล้า/เอธานอล ได้แก่ เดินโซเซ (ataxia)  ง่วงซึม (sedation) หมดสติ โคม่า และระบบทางเดินหายใจถูกกด (respiratory depression)   แต่อาการทางระบบประสาทที่เกิดจากการรับประทานอะซีโตน   จะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่า การรับประทานเหล้า  นอกจากอาการดังกล่าวยังมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาเจียนและ hematemesis  ภาวะระดับน้ำตาล   และคีโตนในเลือดสูง   ภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis)   และตับ และไตถูกทำลาย (hepatic and renal damage)  แต่ถ้าคนที่มีน้ำหนัก 67.5 กิโลกรัม  จะเสียชีวิตถ้าได้รับอะซีโตนในปริมาณที่มากกว่า 100  มิลลิลิตร (79.1 กรัม)   การรับประทานอะซีโตนไม่ทำให้เกิดพิษของอะซีโตนอย่างเรื้อรัง (Chronic toxic effects)





การปฐมพยาบาลเบื้องต้น


            ควรให้กินน้ำหรือนมมากๆ


            เมื่อสัมผัสอะซีโตน ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้  และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ถ้าเป็นการสัมผัสกับอะซีโตนต่อเนื่องเป็นเวลานาน   จะทำให้ผิวแห้ง  และเกิดการอักเสบของผิวตามมาเนื่องจาก  อะซีโตน  เป็นสารที่สามารถละลายไขมัน (defatting agent)   ถ้าอะซีโตนเข้าตาจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา
            การสูดดมอะซีโตน  จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา    เยื่อบุจมูก   และเยื่อบุทางเดินหายใจ   และทำให้เกิดการกดของระบบประสาท เช่นเดียวกับสารระเหย โดยการกดประสาทของอะซีโตนมีหลายระดับ ตั้งแต่การเปลี่ยนพฤติกรรมจนถึงการเสพติด ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณอะซีโตนที่ได้รับโดยถ้าได้รับในปริมาณไม่เกิน  237 ส่วนต่อล้านส่วน (574 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร) เป็นเวลา 4 ชั่วโมง  จะให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมเช่น ตื่นเต้น หงุดหงิด และ hostility  ถ้าได้รับในปริมาณมากถึง 250 ส่วนต่อล้านส่วน (605 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร) เป็นเวลา 5.25 ชั่วโมง  ระบบประสาทจะถูกกดมากขึ้นและทำให้เกิดอาการหมดแรงอ่อนเพลียและปวดศีรษะ  ถ้าได้รับในปริมาณตั้งแต่ ส่วนต่อล้านส่วน (1210 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร) ขึ้นไป เป็นเวลา  6 ชั่วโมง จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ  และถ้าได้รับอะซีโตน ในปริมาณที่สูงมากหรือมากกว่า > 29 กรัมต่อลูกบากศก์เมตรจะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มึนงง สับสน และหมดสติ


            ถึงอย่างไรก็ตาม   อะซีโตนไม่ใช่สารก่อเกิดมะเร็ง  และไม่เหนี่ยวนำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ (teratogenic activity)
อาการแสดงและการวินิจฉัย
            อาการแสดงของการเกิดพิษ    ขึ้นกับลักษณะการได้รับอะซีโตนเข้าสู่ร่างกาย    ปริมาณของอะซีโตนที่ได้รับ และระยะเวลาที่ได้รับ


การเก็บรักษา


เก็บให้พ้นมือเด็ก และไม่ควรเก็บใกล้ไฟ


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:


http://anamai.in.th
http://www.pharm.su.ac.th


ป้องกันพังผืด นมแข็งโป๊ะ ขั้นตอนการนวดเต้า





ป้องกันพังผืด นมแข็งโป๊ะ ขั้นตอนการนวดเต้า ที่สาวอึ๋มซิลิโคนต้องปฎิบัติ
By Lady Manager
       
       ผ่าตัดเสริมหน้าอก อีกศัลยกรรมที่ฮอตฮิตทั้งในหมู่สาวแท้สาวเทียมมานาน เพราะว่ากันว่า ..แค่ขึ้นเขียงยัดซิลิโคน ทนเจ็บตัวไม่นานนัก ก็ได้เป็นเจ้าของอกสะบึ้มกันแล้ว
       
       ทว่าแท้จริงแล้ว กว่าจะได้เป็นเจ้าของหน้าอกภูเขาไฟ ที่เย้ายวนชวนมอง มิใช่แค่ผ่าตัดเสร็จก็จบเรื่องหรอกนะ เพราะเคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้เต้าเทียมที่ศัลยกรรมมา นุ่มนิ่ม เด้งดึ๋ง ราวกับเป็นเต้าแท้ที่คุณแม่ให้มานั้น อยู่ที่การ “นวด” ที่ต้องอย่างถูกต้อง สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง




“สาเหตุที่ต้องนวดนม หลังจากที่คนไข้ทำหน้าอกเสร็จใหม่ๆ ก็เพราะร่างกายเราจะมีการสร้างพังผืดขึ้นมารอบซิลิโคน (Silicone) ซึ่งพังผืดจะมีการหดรัดตัว ทำให้หน้าอกแข็งไม่เป็นธรรมชาติ
       
       การนวดนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้หน้าอกของคนไข้ หลังจากที่ทำศัลยกรรมแล้ว มีความนิ่ม สวยเป็นธรรมชาติ” ผู้ช่วยพยาบาลพรเพ็ญ ไกรเจริญ ผู้เชี่ยวชาญการนวดหน้าอกหลังทำศัลยกรรม แห่งโรงพยาบาลบางมด เกริ่นนำ
       
       ยิ่งนวด ยิ่งนิ่มเป็นธรรมชาติ !






ผู้เชี่ยวชาญการนวดหน้าอกหลังทำศัลยกรรมให้ข้อมูลต่อว่า การนวดหน้าอกจะต้องทำอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วง 3-6 เดือนแรก
       
       “หลังจากที่ทำศัลยกรรมเสร็จ เราจะให้คนไข้พักฟื้น 1 สัปดาห์ แล้วจึงจะนัดคนไข้มา เพื่อทำการสอนวิธีนวด เพื่อให้คนไข้กลับไปนวดเองที่บ้าน เราจะแนะนำให้เริ่มนวดตั้งแต่หลังผ่าตัดเสร็จ 7 วันเป็นต้นไป
       
       ส่วนใหญ่เราจะเน้นให้ทำ 3-6 เดือนแรก แต่หลังจาก 6 เดือนไปแล้วก็ยังสามารถนวดได้ คนไข้บางท่านนวดไปตลอด 2-3 ปี แบบนั้นก็สามารถทำได้ เพราะยิ่งนวดก็ยิ่งดีกับตัวคนไข้เอง
       
       ดังนั้นถ้าถามว่าควรจะเลิกนวดเมื่อไหร่ ต้องบอกว่าจริงๆแล้ว ถ้านวดไปได้ตลอดก็ยิ่งดี หรือบางคนไม่ได้นวดตลอด เสริมหน้าอกแล้วผ่านไป 1-2 ปี เลิกนวดไปแล้ว แต่พอมีอาการตึง การนวดก็สามารถลดอาการตึงบริเวณหน้าอกได้”
       
       กรรมวิธีนวดหน้าอกซิลิโคน
       
       เราไม่รีรออ้อยอิ่ง มาดูกันเลยดีกว่า ว่าวิธีการนวดหน้าอกหลังศัลยกรรม ที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร เผื่อสาวแท้สาวเทียม ที่ศัลยกรรมหน้าอกไปแล้วจะได้มีวิธีนวดอย่างถูกวิธีเพิ่มขึ้นมาอีกนิด หรือใครคิดจะอัพเต้าในอนาคต ก็ดูเผื่อไว้ใช้ล่วงหน้าได้
       
       อ้อ! คุณหนุ่มๆ ดูไว้ก็ไม่เสียหลาย เพราะสามารถนำไปฝึกปรือ เอาไว้ช่วยนวดสาวอกสะบึ้มข้างกายคุณได้ด้วยจ้า ^^
       
       ผลักซ้าย-ขวา/บน-ล่าง ...รอบทิศทาง






“การนวดมีหลายแบบ ซึ่งในส่วนของเรา (โรงพยาบาลบางมด) เราจะเน้นผลักตัวถุงซิลิโคนที่อยู่ข้างใน ให้มีการเคลื่อนไปยังตำแหน่งที่คุณหมอเลาะเอาไว้ เพื่อที่จะให้ช่องว่างรอบๆ ถุงซิลิโคนมีพื้นที่กว้างขึ้น ถุงซิลิโคนจะได้มีการเคลื่อนที่ไปรอบๆ ได้อย่างสบาย
       การนวดจากซ้ายไปขวา ใช้มือล็อกตำแหน่งเอาไว้ที่ขอบถุงซิลิโคน วางนิ้วโป้งทั้ง 2 นิ้วให้อยู่ใต้ฐานซิลิโคนผลักไปด้านซ้าย จากนั้นใช้อีก 4 นิ้วที่เหลือ (นิ้วชี้/กลาง/นาง/ก้อย) ผลักไปทางขวา ผลักกลับไปมาเรื่อยๆ
       การนวดจากบนลงล่าง ใช้นิ้วโป้งทั้ง 2 นิ้ว ดันที่ใต้ฐานนม ผลักขึ้นด้านบน จากนั้นใช้อีก 4 นิ้ว (นิ้วชี้/กลาง/นาง/ก้อย) โกยถุงซิลิโคน ลงมาด้านล่าง ทำแบบนี้สลับกันไปทุกทิศทุกทาง ที่หน้าอกทั้ง 2 ข้าง” ผู้ช่วยพยาบาลพรเพ็ญอธิบาย
       
       น้ำหนักมือไม่พอ ใช้กำปั้นผลัก






ผู้ช่วยพยาบาลสาวโรงพยาบาลบางมดให้ข้อมูลต่อว่า หากสาวท่านใดนวดด้วยวิธีข้างต้นแล้วเมื่อยนิ้ว ปวดข้อมือ ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีวางกำปั้นไว้ใต้ฐานถุงซิลิโคน แล้วใช้มืออีกข้างช่วยผลักก็ได้
       
       “ถ้ากำลังแขนของเรายังไม่ค่อยได้ อาจใช้เป็นกำปั้นแทนก็ได้ วิธีคือ วางกำปั้นไว้ที่ฐาน (ขอบถุงซิลิโคน) จากนั้นใช้อีกมือช่วยกันผลักไป ทำทั้งจากด้านซ้ายไปขวา ผลักล่างขึ้นบน ผลักจากบนลงล่าง ทำแบบนี้สลับกันไป”
       
       ถึงจะอธิบายวิธีการนวด ว่าทำจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง แต่แท้จริงแล้วการนวดนั้นไม่มีกฎตายตัว คุณจะนวดไปทิศทางไหนก็ได้ แค่ให้ถุงซิลิโคนได้เคลื่อนที่ไปรอบๆ เป็นวงกลม เท่านั้นเป็นพอ
       
       “จริงๆ แล้วการนวดไม่มีกฎตายตัวว่าต้องซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย หรือทะแยง จะไปทิศไหนก็ได้ ขอแค่ให้ถุงที่อยู่ข้างในมีการเคลื่อนไปรอบๆ ตามที่คุณหมอเลาะเอาไว้ก็พอ”


       ดันลึกให้ถึงซิลิโคน เทคนิคการนวดให้ได้ประสิทธิภาพ






แม้การนวดหน้าอกหลังศัลยกรรม จะดูเหมือนไม่ค่อยยุ่งยาก แค่ผลักซ้ายขวา บนลงล่างไปรอบทิศทางถุงซิลิโคน ทว่าการจะนวดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ แต่สำคัญมากอยู่ด้วย
       
       “การนวดมีท่าไม่เยอะก็จริง แต่ต้องทำให้ถูกวิธี เพราะบางท่านผลักแล้วไปแต่เนื้อนม ถุง(ซิลิโคน)ไม่ไป ซึ่งเทคนิคการทำคือ เราต้องกดลงไปพอสมควร เพื่อที่เวลาผลักถุงจะได้เคลื่อนที่ไปด้วย
       
       ดังนั้นเวลาที่เรากดลงไปด้านใดด้านหนึ่งแล้ว หากเอามือไปสัมผัสอีกด้านจะมีลักษณะตึงแข็งเหมือนเราเล่นลูกโป่ง ปลิ้นไปปลิ้นมา” 


เกร็ดแถมท้ายจากกูรู




       
       ก่อนจากกัน ผู้ช่วยพยาบาลพรเพ็ญไม่ลืมที่จะฝากเกร็ดน่ารู้ เรื่องการนวดหน้าอกหลังศัลยกรรม มาฝากกันดังนี้จ้า
       
       - “การนวด ควรนวดด้วยความแรงพอเหมาะ ขอแค่ให้นวดไปแล้วรู้สึกว่ามีการผลักถุงให้กลิ้งไปมาได้ แต่ไม่ควรกดแรงมากเกินไป เพราะอาจกดลงไปเจอกระดูก ซึ่งนั่นจะทำให้คนไข้รู้สึกเจ็บมาก
       
       - การนวดในแต่ละครั้ง แนะนำให้ทำ 1 ชั่วโมงขึ้นไป มีเวลามากก็ทำมาก เพราะยิ่งนวดก็ยิ่งดีกับตัวเอง โดยควรทำการนวดเป็นประจำทุกๆ วัน จนเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวัน
       
       - หากทำการนวดเองที่บ้าน แนะนำให้คนไข้นั่งพิงกำแพง หรือโซฟา ในท่าสบายๆ แล้วนวดตามวิธีทีที่ได้แนะนำข้างต้น และหากมีคนที่บ้านช่วยนวดก็ยิ่งดี เพราะบางครั้งกำลังของตัวเองอาจทำไม่ค่อยไหว เพราะทำไปแล้วอาจเมื่อยหรือเจ็บข้อมือ”
       
       สาวใดไปเสริมอึ๋มมา ต้องขยันหมั่นนวดนะคะ จะไปใช้บริการ ณ คลินิค/โรงพยาบาลที่ท่านไปขึนเขียงมา หรือเรียนรู้นวดเอง หรือวานผู้ชายข้างกายนวดให้ก็ได้(แต่ต้องถูกวิธีตามหลักข้างต้นนะคะ) ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดพังผืด น่มน๊มกลายเป็นก้อนหินแข็งไปซะนี่
       
       เพราะนี่คือ กฎเหล็กของสาวเจ้าของนมพลาสติกพึงปฏิบัติค่า 


       
              
       >> อัพเดตข่าวในแวดวงสังคม ก็อซซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th
www.sexyjing.com
www.molleverywear.com







วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิธีการใช้น้ำหอม การฉีดน้ำหอม เทคนิคและวิธีการใช้น้ำหอม ให้มีเสน่ห์






     ในที่นี้กล่าวถึง การใช้น้ำหอม แบบหัวสเปรย์ โดยฉีดบริเวณเสื้อผ้า เพราะจะทำให้น้ำหอมติดทนนานมากกว่าผิวกาย 2-3 เท่าตัว


     การทดสอบหัวสเปรย์
     ในการใช้น้ำหอม แบบหัวสเปรย์นั้น เพื่อความมั่นใจ  ควรที่จะมีการ ทดสอบหัวสเปรย์ด้วยว่าทำงานได้ดีหรือไม่ 
(ทดสอบกับผิวกายนะครับ เพื่อลดการสิ้นเปลือง และ ควรทิ้งระยะห่างจากตัวเรา โดยประมาณ 1 ฟุต  ควรทดสอบเพียงครั้งเดียว) 
บางทีอาจจะมีอะไรไปอุดตัน ตัวหัวสเปรย์ และไม่สามารถฉีดออกมาเป็นละอองได้ดี อาจจะทำให้เสื้อผ้าเป็นรอย ด่าง ดูไม่งามตา 




      เทคนิค การฉีดพรมน้ำหอม 
     การฉีดพ่นในแต่ละครั้ง หัวสเปรย์ ควรทิ้งระยะห่างจากตัวเรา โดยประมาณ 1 ฟุต อัตรา การฉีด 2-3 ครั้ง ต่อการใช้ 1 ครั้ง  สำหรับในการฉีดพรมในครั้งที่ 2 ไม่ควรซ้ำที่เดิม และ ฉีด 1-2 ครั้ง ต่อการใช้ 1 วัน ทั้งนี้อยู่ที่ โทนกลิ่นและคุณภาพของน้ำหอมนั้นๆ ด้วยนะครับ ว่าติดทนนานแค่ไหน  ออกกลิ่นไม่ฉุนมาก และ ออกกลิ่นไม่บางเบาจนเกินไป เอาเป็นว่าตามความเหมาะสม

      ปฏิกิริยาการชินกลิ่น
***แต่ข้อควรระวัง ปฏิกิริยาการชินกลิ่น ตัวเราเองอาจจะไม่ได้กลิ่นน้ำหอม หรือได้กลิ่นน้ำหอม ที่บางเบา เลยคิดว่าน้ำหอมไม่ติดทนนาน ก็เลยไปพรมฉีดน้ำหอมเพิ่มเติม เพื่อความมั่นใจ ซะงั้น ?
     โปรดสังเกตบุคคล รอบข้างบ้างนะครับ เดี่ยวจะหาว่า คุณ สถาพร ไม่เตือน หุๆๆๆ   ^_^
      
      คุณภาพ น้ำหอม วิธีทดสอบ คุณภาพน้ำหอมซีซี  การคัดคุณภาพ น้ำหอม
      แต่ถ้าน้ำหอมไม่ติดทนนานด้วยเหตุที่ว่า ร้านที่เราไปซื้อ สินค้าไม่มีคุณภาพ แก้ไขโดย การขอทดลอง
      
      วิธีการทดลอง ในการขอฉีดพรม ครั้งแรก ของการทดลอง ให้ฉีดพรมที่ข้อมือเพียงเล็กน้อย ควรสังเกตกลิ่น แอลกอฮอล์ ว่า ฉุนแค่ไหน ถ้าฉุนมากอาจจะมี แอลกอฮอล์เจือปนในปริมาณมาก (ค้ากำไรเกินควร) หรือใช้แอลกอฮอล์คุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ผมคิดว่าเค้ายังไม่พิถีพิถัน ในกระบวนการผลิตซักเท่าไร
      แล้วทิ้งไว้ 1-2 นาที หลังแอลกอฮอล์ ระเหยไปหมดแล้ว ควรที่จะมีน้ำมัน ลงเหลืออยู่ที่ข้อมือ และมีกลิ่นน้ำหอมติดอยู่ ถ้าน้ำหอมมีกลิ่นแบบบางเบา หรือแทบจะไม่ได้กลิ่นเลย ไม่ต้องซื้อหรอกครับ 
(หลังจาก 1-2 นาทีแล้วกลิ่นหาย ท่านคิดว่าอย่างไรละ เราต้องใช้น้ำหอมที่ติดทนนานนะ เค้าขายน้ำหอมหรือขายแอลกอฮอล์ ก็ไม่รู้ หุๆๆๆ .....   ^_^ ) 
     แต่ถ้าทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมงแล้วกลิ่นยังอยู่ การออกกลิ่นไม่ผิดเพี้ยน อย่างนี่น่าคิดแล้วนะครับ ดูเหมือนท่านจะเสียตังค์ ซื้อแล้วละ

การจัดเก็บ และ การดูแลรักษา หัวน้ำหอม และ น้ำหอม


   การจัดเก็บ และ การดูแลรักษาในที่นี้ มี 2 ชนิด ที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด...
1.หัวน้ำหอม
2.หัวน้ำหอมที่ผสมเสร็จแล้ว (เป็นน้ำหอมซีซีแล้ว)


*** ------------
1.หัวน้ำหอม กับ การดูแลรักษา
การจัดเก็บหัวน้ำหอมนั้น ควรเก็บไว้ที่ อุณหภูมิ ที่ 27 องศา หรือต่ำกว่า ควรจัดเก็บให้พ้นแสงแดดส่องถึง และควรบรรจุอยู่ใน ขวดสีชา หากถ้าไม่ทำตามวิธีดังกล่าว ก็อาจจะทำให้หัวน้ำหอม เสื่อมได้


2.หัวน้ำหอมที่ผสมเสร็จแล้ว (เป็นน้ำหอมซีซีแล้ว)
การจัดเก็บน้ำหอมนั้น เมื่อทำการผสมเสร็จแล้ว ควรจัดเก็บไว้ สัก 2-3 วัน ที่ อุณหภูมิ ที่ 27 องศา หรือต่ำกว่า หรือจัดเก็บไว้ในตู้เย็นเลยก็ได้ เพื่อให้กลิ่นนิ่มอ่อนละมุน และ ติดทนนาน




ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.pattaya.zateer.com